หน้าแรก
เข้าสู่ระบบสมาชิก
สมัครสมาชิกเว็บไซต์
รายนามสมาชิกทั้งหมด
บทความกฎหมาย
เกี่ยวกับบริษัท
ข่าวสารทางด้านกฎหมาย
สถิติเว็บไซต์
เมนูหลัก
· หน้าแรก
· เกี่ยวกับบริษัท
· แกลลอรี่ภาพ
· ข่าวสารความรู้ด้านกฎหมาย
· ข่าวสารจาก อาณาจักรกฎหมาย
· เข้าสู่ระบบ
· ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
· บทความกฏหมาย
· แบบสำรวจ
· ปฎิทินเหตุการณ์
· ปรึกษากฎหมายล่าสุด
· เมล์แนะนำติชมเว็บไซต์
· ยอดฮิตติดอันดับ
· วิดีโอสอนกฎหมาย
· สถิติการเข้าชม
เข้าระบบสมาชิก
ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

รหัสลับ: รหัสลับ
กรุณาพิมพ์รหัสลับที่นี่

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง
ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่
ขณะนี้มี 108 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่
ได้อะไร...เมื่อไปทำ พ.ร.บ.มอเตอร์ไซค์ (Lisa ฉ.34/2554)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย
ได้อะไร...เมื่อไปทำ พ.ร.บ.มอเตอร์ไซค์ (Lisa ฉ.34/2554)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช 
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)
 
เดี๋ยวนี้รถมอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่และรุ่นจิ๋วต่างเข้ามาตีตลาดเมืองไทยจนกลายเป็นของเล่นให้กับบรรดาคนรักรถมอเตอร์ไซค์ให้ได้นำออกมาขับขี่ในวันที่ท้องถนนเป็นใจ หรือไม่หากเป็นรถรุ่นใหญ่ๆ หลายคนก็เอาไปออกวิ่งนอกเมืองไกลๆ เป็นรถวิบากขับขึ้นเขาลงห้วยสนุกสนานครับ

ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์รุ่นไหนๆ ก็ต้องไปทำ พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลทั้งนั้นครับ ซึ่งในคอลัมน์ Woman & Law ฉบับนี้แหละครับที่ผมจะพูดคุยกับคุณผู้อ่าน Lisa ในเรื่องนี้ 

ทำไมต้องมี...พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เขากำหนดให้รถทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ต้องจัดให้มีการทำประกันภัยหรือการจัดทำพ.ร.บ. เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกฝ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.  เพื่อให้ความคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนทุกคน ซึ่งได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย เหตุเพราะประสบภัยจากรถให้ได้รับการแก้ไขเยียวยา โดยให้ได้รับค่าเสียหายเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในกรณีได้รับอันตรายแก่ร่างกาย ทั้งเงินช่วยเหลือเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดงานศพในกรณีเสียชีวิตโดยเร็วที่สุด หลังจากที่ได้รับอุบัติเหตุจากรถโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์
2.  เพื่อเป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลทุกแห่งว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอย่างแน่นอนและรวดเร็ว เมื่อได้รับผู้ประสบภัยจากรถเข้ารักษาตัว
3.  เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระค่าเสียหาย และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยและครอบครัว
4.  หากเกิดอุบัติเหตุจากรถและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้น ผู้ประสบภัยดังกล่าวสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นได้ไม่เกิน 15,000 บาท ต่อหนึ่งคนและความเสียหายต่อชีวิต 35,000 บาทต่อคน โดยให้ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 50,000 บาท แต่หากได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรือสูญเสียอวัยวะสำคัญตามที่กำหนดไว้ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร หรือเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 200,000 บาทต่อคน
5.   การประกันภัย ผู้ประสบภัยจะได้รับความคุ้มครองเฉพาะชีวิต ร่างกาย เท่านั้น ทรัพย์สินหรือตัวรถไม่เกี่ยวข้องครับ

ใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ...อย่างไร

เมื่อคุณผู้อ่านประสบอุบัติเหตุ สามารถใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ตามนี้เลยครับ

            1.  หากรักษาตัวที่โรงพยาบาลสามารถแจ้งความจำนงกับโรงพยาบาลในการใช้สิทธิพ.ร.บ.โดยมอบอำนาจให้ทางโรงพยาบาลเบิกค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นกับบริษัทประกันภัยได้เลย
             2.  หากไม่ได้รักษาตัวที่โรงพยาบาลแต่ผู้ประสบภัยสำรองจ่ายไปก่อนก็สามารถนำเอกสารไปตั้งเบิกกับบริษัทที่ทำประกันไว้ได้ภายใน 180 วันหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุโดยเอกสารในการเคลมประกันมีดังนี้

-  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน -  สำเนาทะเบียนบ้าน -  สำเนาพ.ร.บ. (หรือพ.ร.บ.ตัวจริงที่เอาประกันอยู่) -  สำเนาทะเบียนรถ -  บันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ -  ใบเสร็จรับเงินจากทางโรงพยาบาลที่สำรองจ่ายไปทั้งหมด
แต่ถ้าคุณผู้อ่านยังไม่สามารถสรุปยอดในการใช้จ่ายทั้งหมดได้ในวันเดียวก็สามารถรวบรวมใบเสร็จรับเงินที่ต้องรักษาทั้งหมดให้ได้ก่อนจึงไปทำเรื่องเบิกภายหลังทีเดียวก็ได้แต่ต้องทำเรื่องภายใน 180 วันหลังจากประสบอุบัติเหตุครับผม

จัดทำ พ.ร.บ....เพื่อประกอบการเสียภาษีรถฯ

ในการเสียภาษีรถฯ ประจำปีที่กรมขนส่งฯ หรือขนส่งจังหวัด ต้องใช้เอกสารสองอย่างคือ ใบคู่มือจดทะเบียน และหลักฐานการชำระพ.ร.บ. ซึ่งการเสียภาษีรถมอเตอร์ไซด์นั้นมีค่าใช้จ่าย 100 บาทต่อปีแต่ถ้าเป็นรถเกินห้าปีต้องไปตรวจสภาพรถที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ก่อนครับ แล้วจึงเอาใบตรวจรับรองสภาพรถมาเสียภาษี ส่วนค่าเบี้ยประกันตาม พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์นั้น หาก ไม่เกิน 75 ซีซี ราคา 162 บาท, ระหว่าง 75-125 ซีซี ราคา 324 บาท, ระหว่าง 125-150 ซีซี ราคา 430 บาท, เกิน 150  ซีซี ราคา 645  บาท…ไม่แพงเลยใช่ไหมครับเมื่อแลกกับการคุ้มครองที่จะได้รับ
กฎเกณฑ์หรือกฎหมายทุกข้อตราขึ้นมาย่อมมีเหตุผลเสมอครับทั้งต่อตัวเราและคนอื่นๆ ในสังคม ที่สำคัญกฎหมายส่วนใหญ่ยังช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยแก้ปัญหาในสังคมอีกด้วยนะครับ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ พุธ 23 ม.ค. 13@ 10:35:28 ICT (86 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
เพื่อนบ้านต่อเติมบ้าน...แต่บ้านเราเสียหาย (Lisa ฉ.33/2554)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย
เพื่อนบ้านต่อเติมบ้าน...แต่บ้านเราเสียหาย (Lisa ฉ.33/2554)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช 
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

คุณผู้อ่าน Lisa เชื่อไหมครับว่า ปัจจัยหนึ่งของผู้ซื้อบ้านหรือคอนโดในยุคปัจจุบันนี้ นอกจากจะพิจารณาเรื่องราคา การก่อสร้าง แบบแปลน การใช้ประโยชน์ ความสวยงามของคอนโดฯ หรือบ้านแล้ว สังคมที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นจากเพื่อนบ้านก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ครับ เพราะเราไม่สามารถยกบ้านพร้อมที่ดินหนีจากเพื่อนบ้านได้

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่เรียกว่าคลาสสิคเพราะเกิดควบคู่กับการมีสังคมหมู่บ้านก็คือการต่อเติมบ้านเรือนของคนข้างบ้านจนทำให้เราเดือดร้อนเสียหายครับ

เพื่อนบ้าน...มุงหลังคาล้ำที่

พื้นที่หรือที่ดินในเมืองใหญ่นั้นมีราคาแสนแพง เรียกกันว่าหลังคาบ้านแต่ละหลังแทบจะชนกันอยู่แล้วครับ เท่านั้นยังไม่พอ เพื่อนบ้านบางคนอยากเผื่อแผ่หลังคาบ้านของเขาให้บ้านเราด้วยการต่อเติมหลังคายื่นเข้ามาในบริเวณหรือพื้นที่ของบ้านเรา คราวนี้พอฝนตกก็เลยเป็นปัญหา เมื่อน้ำฝนจากหลังคาบ้านพี่แกก็ไหลเข้ามาในบริเวณบ้านของเรา

ถ้าคุณผู้อ่านพบเจอปัญหาแบบนี้นะครับ อันดับแรกบอกกล่าวให้ข้างบ้านรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำ แดนกรรมสิทธิ์ของคุณ   หากเขาเพิกเฉยถือว่าเขาโต้แย้งสิทธิของคุณ  คุณก็ควรจัดการมอบเรื่องให้ทนายความบอกกล่าว หากพี่แกยังคงเพิกเฉยอีก คราวนี้คุณก็ใช้สิทธิฟ้องให้เขารื้อถอนหลังคาส่วนที่ล้ำเข้ามาในบ้านของคุณ พร้อมกับสามารถเรียกค่าเสียหายได้ทันทีครับ

หรืออีกกรณีหนึ่ง แม้ว่าหลังคาเพื่อนบ้านไม่ได้ล้ำที่ดินของคุณ  แต่น้ำฝนจากหลังคาบ้านของเขาไหลมาในที่ดินของคุณ แบบนี้ก็ถือว่าเขาทำผิดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องแดนแห่งกรรมสิทธิ์และการใช้กรรมสิทธิ์มาตรา 1341 ที่ห้ามไม่ให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำหลังคาหรือการปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งทำให้น้ำฝนตกลงยังทรัพย์สินซึ่งอยู่ติดกัน ดังนั้นบุคคลผู้โชคร้ายทั้งหลายก็ต้องบอกกล่าวให้เขาแก้ไข ถ้าเขายังเพิกเฉย ก็สามารถฟ้องร้องให้เขาแก้ไขและเรียกร้องค่าเสียหายได้เช่นกันครับ

เพื่อนบ้านทำท่อน้ำ...มาไหลทิ้งในบ้านเรา

บางคนพื้นที่หรือที่ดินอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ติดกัน แต่ปรากฏว่าเพื่อนบ้านฝังท่อน้ำทิ้งเข้ามาในที่ดินของเรา แบบนี้เพื่อนบ้านคนนั้นต้องปฎิบัติตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1340 ที่ว่า “เจ้าของที่ดินจำต้องรับน้ำซึ่งไหลเพราะระบายจากที่ดินสูงมาในที่ดินของตน ถ้าก่อนที่ระบายนั้นน้ำได้ไหลเข้ามาในที่ดินของตนตามธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าได้รับความเสียหายเพราะการระบายน้ำ ท่านว่าเจ้าของที่ดินต่ำอาจเรียกร้องให้เจ้าของที่ดินสูงทำทางระบายน้ำและออกค่าใช้จ่ายในการนั้นเพื่อระบายน้ำไปให้ตลอดที่ดินต่ำจนถึงทางน้ำ หรือท่อน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิแห่งเจ้าของที่ดินต่ำในอันจะเรียกเอาค่าทดแทน”

นั่นแปลว่าผู้ซึ่งมีที่ดินซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเพื่อนบ้านหากจะทำทางระบายน้ำเข้าที่ดินเพื่อนบ้านต้องรับผิดชอบทำทางระบายน้ำไปตลอดจนถึงทางน้ำหรือท่อน้ำสาธารณะแน่นอนว่าต้องรับผิดชอบทำทางระบายที่ผ่านในที่ดินของเพื่อนบ้านซึ่งมีที่ดินต่ำกว่าด้วยนะครับผม 

เพื่อนบ้านต่อเติมกำแพงรั้ว...จนเราเดือดร้อน

มีเพื่อนผมคนหนึ่งครับบังเอิญโชคร้ายมากเพราะใช้กำแพงบ้านร่วมกับเพื่อนบ้านที่ไม่ใส่ใจผู้อื่น เพราะวันดีคืนดีเพื่อนบ้านคนนี้ (ซึ่งทราบทีหลังว่าเป็นนักกีฬา) ก็ต่อเติมกำแพงสูงมากเป็นสถานที่ซ้อมกีฬา โดยตีเทนนิสทุกวัน วันละหลายชั่วโมงส่งเสียงดังมาก เพื่อนผมก็เคยลงทุนบากหน้าไปขอร้องให้เขาไปตีเทนนิสที่สนามเทนนิส เขาก็ไม่ยอมอ้างว่าค่าสนามแพง

ผมก็แนะนำเพื่อนไปว่าไม่จำเป็นต้องทนฟังเสียงซ้อมเทนนิสทุกวัน อันเนื่องมาจากใช้กำแพงเดียวกันหรอกครับ เพราะเขามีสิทธิที่จะบอกกล่าวให้เพื่อนบ้านจอมไม่ใส่ใจผู้อื่นทุบหรือรื้อถอนกำแพงออกไป และปรับกำแพงให้อยู่ในสภาพเดิม เนื่องจากการต่อเติมรั้วบ้านของเขาเป็นการกระทำละเมิด และเพื่อนของผมก็ยังมีสิทธิให้เขางดเว้นการฝึกซ้อมตีเทนนิส เนื่องจากมันสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับเพื่อนบ้านครับ 

แต่ถ้าเราบอกกล่าวแล้ว เขายังไม่ดำเนินการอีก เราก็ไม่มีสิทธิทุบกำแพงบ้านของเขานะครับ เราอาจจะร้องเรียนไปยังเขตเพื่อให้เขตเข้ามาดำเนินการกับเขา หรือเราอาจใช้สิทธิทางศาล ฟ้องให้เขารื้อถอนกำแพงส่วนที่ต่อเติมออกไป และปรับกำแพงให้คืนสู่สภาพเดิม และขอให้ศาลห้ามการฝึกซ้อมตีเทนนิสในบ้านของเขา…บ้านจะได้กลับมาเป็นบ้านเสียทีครับ

ย้ำไว้นะครับคุณผู้อ่าน หากเพื่อนบ้านต่อเติมบ้านแล้วเราได้รับความเสียหายจากการกระทำของเขา เราก็ต้องไปพูดคุยให้เขาปรับเปลี่ยนปรับปรุงเสียก่อนเพื่อไม่ให้เราได้รับความเสียหาย หากเขาไม่ยอมปรับแก้คราวนี้ล่ะครับก็ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลแล้วครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ พุธ 23 ม.ค. 13@ 10:34:34 ICT (145 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
จะเป็นไรไหม...ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง (Lisa ฉ.29/54)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย
จะเป็นไรไหม...ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง (Lisa ฉ.29/54)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช 
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)
ผ่านพ้นไปแล้วนะครับสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 และผมเชื่อว่าเมื่อนิตยสาร Lisa ฉบับนี้วางแผง เราคงได้รัฐบาลใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีคนไปใช้สิทธิมากมายครับ เผลอๆ น่าจะเป็นการใช้สิทธิมากที่สุดแล้วมั๊งครับ พอๆ กับที่มีปรากฏการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ หลายอย่าง เช่นการรณรงค์ไปใช้สิทธิ์ด้วยการกาช่องไม่ประสงค์เลือกใครเป็นผู้แทน หรือแม้แต่การไม่ไปเลือกตั้งทั้งหมู่บ้าน อันเป็นที่มาของการพูดคุยกันในคอลัมน์ Woman& Law ของ Lisa ฉบับนี้แหละครับผม
 
การเลือกตั้ง...คือหน้าที่ตามกฎหมาย

การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนซึ่งประชาชนจะต้องปกครองกันเอง ออกกฎหมายเอง บริหารเอง แต่หากจะให้ประชาชนทั้งประเทศซึ่งมีจำนวนมากมานั่งบริหารประเทศพร้อมกัน แน่นอนครับว่าไม่สามารถหาสถานที่และเวลาในการประชุมหารือกันได้จึงต้องมีการเลือกตั้งเพื่อมอบอำนาจให้บุคคลหรือคณะบุคคลไปทำหน้าที่แทนประชาชน 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้บุคคลหรือคณะบุคคลเพียงบางส่วนทำหน้าที่แทนประชาชนผ่านระบบการเลือกตั้งครับและตามรัฐธรรมนูญไทยระบุไว้เลยครับว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่เราต้องไปใช้สิทธิลงคะแนนในการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนผ่านการออกกฎหมาย (แต่ประชาชนยังมีช่องทางแห่งอำนาจที่จะเสนอกฎหมายได้โดยตรงผ่านการยื่นรายชื่อ 20,000 ชื่อครับผม) เมื่อการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของทุกคน ดังนั้นหากคนไทยคนใดที่มีรายชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิโดยไม่แจ้งเหตุก็จะทำให้เสียสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิที่เสียไป...หากไม่ไปเลือกตั้ง 

สำหรับคนที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุล่วงหน้ากับทางการ จะทำให้คุณเสียสิทธิการเมือง 3 ประการดังนี้ครับ

            1) เสียสิทธิการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
  2) เสียสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. (อย่างกรณีของคุณภราดร ศรีชาพันธุ์ที่ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้เพราะไม่ได้ไปเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า)
3) เสียสิทธิการสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน 

อย่างไรก็ตามสิทธิพวกนี้จะคืนกลับมาให้คุณทันทีเมื่อคุณไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ส.ส.หรือ ส.ว. หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไปครับผม

แจ้งเหตุจำเป็น....ไม่สามารถไปใช้สิทธิฯ

กรณียกเว้นที่คุณจะไม่เสียสิทธิ 3 ประการก็คือ คุณต้องแจ้งเหตุจำเป็นทำให้ไปเลือกตั้งไม่ได้ เช่น มีธุระจำเป็นเร่งด่วนสำคัญต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกลจากที่เลือกตั้ง หรืออาศัยอยู่ไกลจากหน่วยเลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตรและไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งได้ หรือเจ็บป่วย พิการ สูงอายุ จนทำให้ไม่อาจเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ 

หากคุณผู้อ่านมีความจำเป็นข้างต้นก็สามารถไปแจ้งเหตุผลตามแบบ ส.ส.28 ภายใน7วันก่อนและหลังการเลือกตั้ง พร้อมทั้งระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน นอกจากนี้ต้องแนบหลักฐานเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่นายอำเภอ ปลัดเทศบาลหรือ ผอ.เขตของ กทม. ด้วยตนเองหรือมอบหมายผู้อื่นไปยื่นแทนหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนครับ

คุณผู้อ่าน Lisa ครับ อย่างที่ผมเรียนไปตั้งแต่ต้นคอลัมน์นะครับว่า การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็จะทำให้เสียสิทธิทางการเมืองต่างๆ แต่ คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาฝากประชาสัมพันธ์ยืนยันมานะครับว่า การที่คุณไม่ได้ไปใช้สิทธิครั้งล่าสุดจะไม่ส่งผลต่อสิทธิในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากมีการเลือกตั้งใดๆ ก็ตามเกิดขึ้น  สิทธิและหน้าที่ในการเลือกตั้งนั้นก็ยังคงให้คุณสามารถใช้สิทธิได้ตามกฎหมายอยู่นะครับ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ พุธ 23 ม.ค. 13@ 10:33:14 ICT (47 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
นิติกรรมทางปกครอง...คืออะไร (Lisa ฉ.28/2554)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย
นิติกรรมทางปกครอง...คืออะไร  (Lisa ฉ.28/2554)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช 
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

คอลัมน์ Woman & Law ใน Lisa ฉบับหลังๆ มานี้ผมพูดคุยกับคุณผู้อ่านในรายละเอียดของหลักกฎหมายต่างๆ จนทำให้คุณผู้อ่านบางท่านคิดอยากไปเรียนกฎหมาย ผมดีใจครับ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับบางท่าน ...เห็นหลายท่านมีความสุขกับการอ่านหลักกฎหมาย ฉบับนี้ผมก็เลยจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายอีกสักครั้ง นั่นก็คือ “นิติกรรมทางปกครอง” ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณผู้อ่านทุกคนแต่จะเกี่ยวข้องมากหรือน้อยหรือเกี่ยวเป็นบางข้อบางประเด็น ผมจะคุยกับคุณผู้อ่านใน Lisa ฉบับนี้ครับ

นิติกรรมทางปกครอง...มาจากภาครัฐ

นิติกรรมทางปกครอง คือ การกระทำทางปกครองที่เป็นนิติกรรมทางปกครองของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือฝ่ายรัฐฝ่ายเดียว เช่น การออกกฎ หรือการออกคำสั่ง ซึ่งนิติกรรมทางปกครองสามารถแยกได้เป็นสองประเภทครับ คือ 1) นิติกรรมทางปกครองที่มีผลเป็นการทั่วไป (กฎ) อันได้แก่ บรรดากฎ ระเบียบต่างๆ เช่น ระเบียบการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งปี พ.ศ.2554 เห็นไหมครับว่า อันนี้ใช้กับประชาชนคนไทยทุกๆ คน ....และ 2) นิติกรรมทางปกครองที่มีผลเป็นการเฉพาะตัว (คำสั่งทางปกครอง) เช่น คำสั่งต่างๆ คำสั่งย้ายหรือสลับสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่คำสั่งให้ออกจากราชการ พวกนี้ก็เป็นคำสั่งเฉพาะตัวบุคคลครับผม

  “กฎ” และ “คำสั่งทางปกครอง 

นอกจากนี้ความแตกต่างระหว่าง “กฎ” และ “คำสั่งทางปกครอง” อีกข้อหนึ่งก็คือ ความแตกต่าง  เรื่อง “ อายุความ” ครับ โดย “กฎ” นั้นไม่มีอายุความ เนื่องจาก “กฎ” ใช้กับกรณีทั่วไป เพราะฉะนั้น หากเกิดความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจยกขึ้นฟ้องร้องขอให้เพิกถอนกฎนั้นได้ตลอดเวลา (ภายใต้เงื่อนไขการฟ้องคดีเรื่องระยะเวลานับแต่วันที่รู้หรือควรจะรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี) 

ส่วน “คำสั่งทางปกครอง” นั้นมีอายุความและโดยหลักทั่วไปแล้วอายุความในคำสั่งทางปกครองมักจะมีระยะเวลาสั้น บุคคลหรือเอกชนผู้ได้ผลกระทบอย่างใดๆ จากคำสั่งทางปกครองหากมีข้อโต้แย้งหรือมีข้ออุทธรณ์คำสั่งอย่างใดๆ บุคคลหรือเอกชนนั้นจะต้องดำเนินการฟ้องร้องหรืออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 

คำสั่งทางปกครอง...อุทธรณ์ได้

ในเรื่องอายุความฟ้องร้องหรืออุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนี้นะครับ อาจมีกฎหมายกำหนด “ขั้นตอน” ไว้ให้ต้องอุทธรณ์ต่อหน่วยงานหรือต่อองค์กรใดก่อน แต่บางกรณีอาจกำหนดให้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้เลย โดยทั่วไปแล้วในเรื่องอายุความ ศาลปกครองจะมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางมาก มิได้เคร่งครัดมากนักในเรื่องอายุความหากเป็นกรณีที่เป็น “ประโยชน์ต่อส่วนรวม” ซึ่งหมายถึง กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของเอกชน ศาลปกครองก็อาจอนุโลมรับฟ้องไว้พิจารณาได้แม้จะล่วงเลยเวลากำหนดอายุความแล้วก็ตาม

มีกลไก...ควบคุมความชอบธรรม

หลายคนอาจจะบอกว่านิติกรรมปกครองเป็นการออกคำสั่งจากรัฐฝ่ายเดียวแบบนี้ เสี่ยงไหมที่จะเกิดการใช้คำสั่งไปในทางที่ผิดๆ เช่นกลั่นแกล้งกันหรืออะไรแบบนั้น ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และ  พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ  มีการควบคุมความชอบธรรมทางกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง ทั้งผ่าน 1) การควบคุมในคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง เช่น เจ้าหน้าที่ที่ออกคำสั่งฯ ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีโต้แย้งคำสั่งได้, กำหนดกระบวนการพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ให้คู่กรณีทราบ,กรณีคำสั่งทางปกครองกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและให้มีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน 2) การควบคุมในการทำคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเบื้องต้นก็คือ คำสั่งนั้นจะต้องแสดงเหตุผลไว้ด้วย นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึง 3) การควบคุมภายหลังการออกคำสั่งทางปกครอง

คุณผู้อ่าน Lisa ครับ แม้กฎหมายปกครองจะเป็นลักษณะของกฎและคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยภาครัฐก็ใช่ว่าประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียงนะครับ เพราะหากเกิดความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจยกขึ้นฟ้องร้องขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งดังกล่าวได้ตลอดเวลา แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายนะครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ พุธ 23 ม.ค. 13@ 10:30:48 ICT (177 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
กฎหมายเอกชน...คืออะไร (Lisa ฉ.27/54)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย

กฎหมายเอกชน...คืออะไร (Lisa ฉ.27/54)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

  เนื้อหาของคอลัมน์ฉบับนี้ต่อเนื่องจาก Lisa ฉบับก่อนหน้านี้เลยนะครับ เพราะคุณผู้อ่านหลายท่านอยากทราบเวลาที่คนในแวดวงของผมคือคนในวงการกฎหมายพูดถึงกฎหมายเอกชนในสื่อสารมวลชนต่างๆ หลายท่านอยากทราบครับว่ากฎหมายเอกชนนั้นหมายถึงกฎหมายอะไร มีขอบเขตแค่ไหนและลักษณะของกฎหมายเอกชนเป็นอย่างไร? ผมจะพูดคุยกับคุณผู้อ่านในคอลัมน์ Woman&Law ฉบับนี้แหละครับ

 กฎหมายเอกชน...คืออะไร?

  กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเท่านั้นครับ โดยเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิทางแพ่งของประชาชนอันเป็นสิทธิทางกฎหมายที่เอกชนคนใดคนหนึ่งจะใช้ยืนยันกับเอกชนคนอื่นได้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวคือ พี่น้องลุงป้าน้าอา ดังเช่นเรื่องที่ว่าด้วยมรดก หรือระหว่างสามีกับภรรยาในเรื่องการ

หย่าร้าง พ่อแม่กับลูก ก็เช่นเรื่องมรดก เรื่องการอุปถัมภ์ดูแล เรื่องหนี้สิน ฯลฯ หรือกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนด้วยกันเอง เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้า ผลผลิตทางด้านต่างๆและบริการระหว่างเอกชนด้วยกันเอง เช่น การทำสัญญาในรูปแบบต่างๆ นั่นเองครับผม

 เมื่อมีเอกชน...ก็ต้องมีมหาชน

  คุณผู้อ่านจะเข้าใจกฎหมายเอกชนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายมหาชนครับผม เพราะกฎหมายเอกชนแตกต่างกับกฎหมายมหาชนคือ กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานรัฐกับประชาชน หรือนิติบุคคล ซึ่งในฐานะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครองก็จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายมากำหนดความประพฤติของประชาชน
 
ขอบเขตของนิติบุคลในประเทศเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความปกติสุข กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็นหลายประเภทครับ แต่ที่ส่งผลต่อประชาชนทุกคนก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้นครับ
 ประเภทของกฎหมายเอกชน

  กฎหมายเอกชนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1) กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น ความมีสภาพเป็นบุคคล ครอบครัว มรดก นิติกรรม เป็นต้น ซึ่งถ้ามีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของกันและกันแล้ว จะไม่กระทบคนส่วนใหญ่ ลักษณะการลงโทษจึงมีเพียงการชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น

2) กฎหมายพาณิชย์ เป็นกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลที่ประกอบการค้าและธุรกิจ เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วน การประกัน เป็นต้น ซึ่งมีผลกระทบกับคนส่วนใหญ่ ดังนั้นลักษณะของกฎหมายจึงต่างจากกฎหมายแพ่งคือจะมีบทลงโทษที่เพิ่มเติมมากขึ้นครับ

3) กฎหมายพิจารณาความแพ่ง เป็นกฎหมายว่าด้วยข้อบังคับที่ใช้ในการดำเนินคดีเมื่อเกิดคดีความทางแพ่ง

สำหรับประเทศไทยของเรา ได้รวมกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์ไว้เป็นฉบับเดียวกันครับ เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเองครับ

สิทธิตามกฎหมายเอกชน

สิทธิตามกฎหมายเอกชนหมายถึงความเป็นเจ้าของ ความมีอำนาจเหนือหรือความสามารถในการจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อวัตถุแห่งสิทธิ หรือเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสิทธินั้นๆ อันได้แก่

1) สิทธิทางทรัพย์สิน พูดง่ายๆ ก็คือสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินต่างๆ สิทธิทางทรัพย์สินสามารถยกขึ้นอ้างหรือใช้ต่อสู้กับบุคคลได้ทุกคน แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์ (ความเป็นเจ้าของซึ่งบุคคลมีอยู่เหนือทรัพย์สินของตน) สิทธิครอบครอง (สิทธิเหนือทรัพย์สินที่ตนเองครอบครองอยู่) และทรัพยสิทธิอื่นๆ

2) สิทธิที่ไม่ใช่ทางทรัพย์สิน เป็นสิทธิอย่างอื่นที่นอกเหนือจากสิทธิทางทรัพย์สิน สิทธิที่ไม่ใช่ทางทรัพย์สินนี้จะใช้ต่อสู้หรืออ้างได้กับบุคคลเฉพาะรายที่บุคคลมีความผูกพันด้วยกันเพื่อให้เป็นไปตามสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น ได้แก่ สิทธิทางบุคคล (สิทธิของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย) และสิทธิทางหนี้ (มีเจ้าหนี้ฝ่ายหนึ่งและมีลูกหนี้ฝ่ายหนึ่ง)

ที่คุยมาทั้งหมดในคอลัมน์ฉบับนี้เป็นการย่นย่อเนื้อหาของกฎหมายเอกชนที่นักเรียนกฎหมายต้องใช้เวลาเรียนกันอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ปี ดังนั้นหากคุณผู้อ่าน Lisa ต้องการความกระจ่างในแต่ละเรื่องของกฎหมายเอกชนก็ต้องติดตามอ่านจากคอลัมน์นี้แหละครับ หรือไม่ก็สอบถามพูดคุยกับผู้รู้ทางกฎหมายก็จะได้ความกระจ่างมากขึ้นครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ อาทิตย์ 19 ส.ค. 12@ 16:23:23 ICT (107 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
เอกเทศสัญญาคืออะไร (Lisa ฉ.26/2554)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย

เอกเทศสัญญาคืออะไร (Lisa ฉ.26/2554)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

  ในนามของนักกฎหมายผมยอมรับอยู่อย่างครับว่าสำหรับคนทั่วไปนั้น ภาษากฎหมายช่างฟัง พูด อ่านและเขียนยากเหลือเกิน ยิ่งหากได้เปิดอ่านตัวบทกฎหมายตามมาตราต่างๆแล้ว คุณผู้อ่านส่วนใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยกับภาษากฎหมายก็คงจะส่ายหน้า ไม่เป็นไรครับ ผมในฐานะหนึ่งในนักสื่อสารมวลชนด้วยนั้นก็จะทำหน้าที่อธิบายให้คุณผู้อ่าน Lisa เข้าใจให้ได้มากที่สุดครับ อย่างฉบับนี้เราจะคุยกันถึงความหมายของคำว่า “เอกเทศสัญญา” ครับ

 ความหมายของ...เอกเทศสัญญา

  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี 2542 ให้ความหมายคำว่า “เอกเทศ” หมายถึงส่วนหนึ่งต่างหาก สิ่งเฉพาะตัว เฉพาะบุคคล เช่น เขาแยกตัวไปทำงานเป็นเอกเทศ ดังนั้นเมื่อนำมาใช้กับคำว่าสัญญา ทำให้ "เอกเทศสัญญา” หมายถึง นิติกรรมสัญญาที่กฎหมายได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะทั้งยังกำหนดรูปแบบ สาระสำคัญ กำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่กรณี และการระงับแห่งสัญญาโดยกฎหมายให้เสรีภาพแก่ประชาชนแต่ละคนที่จะเข้าทำนิติกรรมสัญญาใดๆ ก็ได้ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และนิติกรรมสัญญานั้นย่อมสมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้หากไม่ขัดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 

เอกเทศสัญญา...ในกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุสัญญาต่างๆ ที่เป็นเอกเทศสัญญาอันเป็นสัญญาที่เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ ซึ่งมีหลายลักษณะในบรรพ 3 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วยสัญญา 22 ชนิด ได้แก่

1.สัญญาซื้อขาย
2. สัญญาแลกเปลี่ยน
3.สัญญาเรื่องการให้
4.สัญญาเชาทรัพย์ 
5. สัญญาเชาซื้อ
6.สัญญาจางแรงงาน
7.สัญญาจางทําของ
8.สัญญารับขนของ
9. สัญญาการยืม       
10.สัญญาฝากทรัพย์
11. สัญญาค้ำประกัน
12. สัญญาจํานอง
13. สัญญาจํานํา
14. สัญญาเก็บของในคลังสินคา
15. สัญญาตัวแทน 16.สัญญานายหนา
17. สัญญาประนีประนอมยอมความ
18. สัญญาการพนันขันตอ
19. สัญญาบัญชีเดินสะพัด
20. สัญญาประกันภัย
21. สัญญาตั๋วเงิน และ
22. สัญญาหุนสวนบริษัท

สัญญาซื้อขาย...หนึ่งในเอกเทศสัญญา

สัญญาซื้อขายเป็นเอกเทศสัญญาอย่างหนึ่งครับ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติเรื่องสัญญาซื้อขายซึ่งครอบคลุมทั้งสัญญาซื้อขายธรรมดาและสัญญาซื้อขายเฉพาะบางอย่าง ซึ่งได้แก่สัญญาขายฝาก สัญญาขายตามตัวอย่าง ขายตามคำพรรณนา ขายเผื่อชอบและขายทอดตลาด โดยสัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่บุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อจะต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นครับ

เงื่อนไขสัญญา...ตามกฎหมาย

อย่างที่ผมคุยไว้กับคุณผู้อ่านว่าเอกเทศสัญญานั้นจะมีการกำหนดหลักปฏิบัติไว้ อย่างเช่นสัญญาซื้อขายมี 2 ลักษณะของทรัพย์สินครับ

1) สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออาจจะทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขายก่อนจะไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานก็ได้ เช่น การซื้อขายที่ดิน การซื้อขายคอนโดมีเนียม ฯลฯ  และ

2) สัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ถ้าราคาตกลงกัน 500 บาทหรือมากกว่านั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ มีการวางมัดจำหรือมีการชำระหนี้บางส่วนจึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้  ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา ส่วนราคาทรัพย์ต่ำกว่านี้ไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เช่นกันครับ

แม้ว่าศัพท์ทางด้านกฎหมายอาจจะฟังดูยุ่งยากและสื่อสารกันลำบากแต่ถ้าคุณผู้อ่าน Lisa พยายามทำความเข้าใจโดยสอบถาม-พูดคุยกับคนในแวดวงกฎหมายให้บ่อยๆ เข้าไว้หรือไม่ก็ลองพยายามอ่านและทำความเข้าใจกฎหมายต่างๆ เช่นนี้คุณก็จะเข้าใจถ้อยคำเฉพาะทางกฎหมายได้ดีขึ้นครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ อาทิตย์ 19 ส.ค. 12@ 16:13:48 ICT (125 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
ร้องเรียน...เมื่อเจ้าหน้าที่ทำผิด
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย

ร้องเรียน...เมื่อเจ้าหน้าที่ทำผิด (Lisa ฉ.25/54)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)
  
คุณผู้อ่าน Lisa ครับ เว็บไซต์อินเดียนเอ็กซ์เพรสส์ของอินเดียเขารายงานเมื่อเมษายน 2554 ที่ผ่านมาว่า “บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ” หรือ “เพิร์ก” ได้จัดอันดับการทุจริตใน 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิกโดยให้คะแนนทุจริตน้อยที่สุดจาก 0 คะแนน จนถึง ทุจริตมากที่สุด 10 คะแนน ปรากฏดังนี้ครับ ประเทศที่มีคะแนนทุจริตอันดับ 1 คือ กัมพูชา (ได้คะแนน 9.27) ประเทศที่มีคะแนนทุจริตอันดับ 2 คือ อินโดนีเซีย (ได้คะแนน 9.25) ประเทศที่มีคะแนนทุจริตอันดับ 3 คือ ฟิลิปปินส์ (ได้คะแนน 8.9) ประเทศที่มีคะแนนทุจริตอันดับ 4 คือ อินเดีย (ได้คะแนน 8.67) ส่วนไทยเรามีคะแนนทุจริตอันดับ 7 คือ ได้คะแนน 7.55 ซึ่งรองจากเวียดนามที่ได้อันดับ 5 และจีนอันดับ 6 ครับ

 ข้าราชการ...มีหน้าที่รับใช้ประชาชน

  เห็นข้อมูลแบบนี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะตั้งคำถามกับหน่วยงานที่เสี่ยงต่อการทุจริตแล้วเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง นั่นก็คือ “ข้าราชการ” ซึ่งหน้าที่ของ “ข้าราชการ” หรือ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คืออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความมั่นคงปลอดภัย การปราบปรามอาชญากรรม การให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกในการติดต่อทำธุรกรรมกับรัฐ หรือระหว่างประชาชนด้วยกัน การควบคุมดูแลระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ

   สาเหตุที่ข้าราชการต้องรับใช้ประชาชนก็เพราะว่า เขาเหล่านี้ได้รับเงินเดือนค่าจ้างมาจากเงินภาษีของประชาชน ซึ่งทั้งข้าราชการประจำเช่น ผู้ว่าราชการฯ นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา นิติกร ครู เจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่ อบต. อบจ. ฯลฯ และข้าราชการการเมือง คือ สมาชิกสภาผู้แทนฯ สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาเขต ฯลฯ ก็ได้รับเงินเดือนและเงินพิเศษต่างๆ มาจากเงินภาษีของประชาชน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จึงมีหน้าที่อำนวยความสะดวก แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในด้านต่างๆ ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชนใดๆ ในสังคมไทยนะครับ

 ร้องเรียน...เจ้าหน้าที่รัฐ

  การร้องเรียนการทำหน้าที่ของรัฐนั้นกว้างขวางมากครับ ไล่ไปตั้งแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่แล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน เช่น เจ้าหน้าที่หยาบคาย เจ้าหน้าที่รีดไถ เจ้าหน้าที่ลงไม้ลงมือกับประชาชน หรือออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มหรือพวกพ้อง ฯลฯ แบบนี้คุณผู้อ่านสามารถร้องเรียนที่หน่วยงานต้นสังกัดหรือผู้บังคับบัญชาของเขา หรือร้องเรียนไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่หากเป็นข้าราชการการเมืองตามรัฐธรรมนูญก็มีเงื่อนไขให้ประชาชนรวบรวมลายชื่อและลงนามถอดถอนออกจากตำแหน่งทางการเมือง และต้องขึ้นศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วยนะครับ

 วิธีการร้องเรียน... ต่อ ป.ป.ช.

   1) หนังสือทำถึง “เรียน เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” หรือ “ตู้ ปณ. 100 เขตดุสิต กทม. 10300” หรือเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจในเขตอำนาจสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนจะส่งเรื่องไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการต่อไป 

2) ให้มีรายละเอียดการร้องเรียน ดังนี้  2.1 ชื่อ - สกุล ที่อยู่ และ หมายเลขโทรศัพท์ของผู้กล่าวหา

2.2 ชื่อ - สกุล ตำแหน่ง สังกัด ของผู้ถูกกล่าวหา
2.3 ระบุข้อกล่าวหาการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ร่ำรวยผิดปกติ หรือ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
2.4 บรรยายการกระทำความผิดอย่างละเอียดตามหัวข้อดังนี้   ก). การกระทำความผิดเกิดขึ้นเมื่อใด ข). มีขั้นตอนหรือรายละเอียดการกระทำความผิดอย่างไร  ค). มีพยานบุคคลรู้เห็นเหตุการณ์ หรือไม่ (ถ้าไม่สามารถนำมาได้ให้ระบุว่าใครเป็นผู้เก็บรักษาไว้) และ ง).ในเรื่องนี้ได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานใด หรือยื่นฟ้องต่อศาลใด เมื่อใด และผลเป็นประการใดแล้ว

  คุณผู้อ่าน Lisa อาจจะเกรงว่าการแจ้งเบาะแสของคุณผู้อ่านอาจนำมาซึ่งอันตรายต่างๆ ขอเรียนแบบนี้ครับว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 มีการประกาศใช้ พรบ. การส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ออกมาแล้วใน มาตรา 103/2 ที่ระบุว่า หาก ป.ป.ช.เห็นว่า คดีใดสมควรจัดให้มี มาตรการคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหาย ผู้ทำคำร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ที่แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ การร่ำรวยผิด

ปกติ หรือข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ให้ดำเนินการคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญาได้ พร้อมกับให้เงินสินบน หรือรางวัลตอบแทนกับบุคคลที่แจ้งด้วย
นอกจากนี้ คุณผู้อ่านก็อาจจะร้องเรียนหน่วยงานภาครัฐผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมายเลขโทรศัพท์ 1111 โทรฟรีตลอด 24 ช.ม. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดเลยนะครับ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ อาทิตย์ 19 ส.ค. 12@ 16:05:56 ICT (68 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
หนี้สาธารณะ...คืออะไร?
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย

หนี้สาธารณะ...คืออะไร? (Lisa ฉ.24/2554)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

  ในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง ณ ขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ทั้งพรรคการเมืองหน้าเก่าและหน้าใหม่ทั้งหลายต่างก็ประโคมให้ความหวังกับประชาชนตาดำๆ ด้วยนโยบายต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เรื่องหนึ่งที่แต่ละพรรคพูดถึงไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็คือนโยบายที่เกี่ยวกับหนี้สาธารณะครับผม

 หนี้สาธารณะ...หนี้ภาครัฐ

 หนี้สาธารณะนั้นนะครับคุณผู้อ่าน Lisa มันคื

อการสร้างหนี้ที่ผ่านกระบวนการบริหารการคลังของรัฐบาล แน่นอนไม่ใช่หนี้ของภาคเอกชนทั้งประเทศรวมกันนะครับ แต่เป็นหนี้ที่รัฐบาลก่อขึ้นและต้องอาศัยเงินงบประมาณ (ซึ่งได้มาจากภาษีอากรของประชาชน) ในการชำระหนี้คืน ซึ่งการใช้คืนนั้นก็มีทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ตัวอย่างการก่อหนี้ระยะยาวของรัฐบาลที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือการขายพันธบัตรของรัฐบาลให้กับประชาชนที่กินเวลายาวนานร่วม 10-20 ปีนั่งไงครับ

   หนี้อะไรบ้าง...ที่เป็นหนี้สาธารณะ

หนี้ที่เป็นหนี้สาธารณะนั้นมีทั้งหนี้ภายในประเทศและภายนอกประเทศซึ่งก็คือ 1) หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง  อันนี้มีผลผูกพันต่อรัฐบาลในการชำระคืนโดยนำเงินจากงบประมาณแผ่นดินและเป็นภาระของประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีอากร 2) หนี้รัฐวิสาหกิจ คือเงินกู้ที่รัฐบาลค้ำประกันหรือเงินกู้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน ซึ่งรัฐวิสาหกิจได้มีบทบาทในการก่อหนี้เพื่อลงทุนโครงการต่างๆ ในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ และ 3) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน คือเงินที่กู้เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินทั้งหลาย

 ความสำคัญ...ของหนี้สาธารณะ

รัฐบาลก็เหมือนพวกเราๆ นี่แหละครับ ที่จะต้องมีเงินเอาไว้ใช้จ่ายในการบริหารประเทศให้มีการพัฒนายิ่งๆ ขึ้น ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีเงินไม่พอก็จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในกิจการต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (ไทยเราก็ยังเป็นประเทศในกลุ่มนี้นะครับ) การออมในประเทศอยู่ในระดับต่ำ การสะสมทุนมีน้อย ในขณะที่ความต้องการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมีมากขึ้น แต่กลายเป็นว่าการขาดแคลนเงินทุนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงพยายามหาเงินทุนมาใช้จ่าย ในการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ 

 รัฐบาลกู้เงิน...มาทำอะไร

โดยทั่วไปรัฐบาลเมื่อกู้เงินมาแล้วก็จะนำไป

1) ใช้จ่ายในการลงทุน ได้แก่การลงทุนตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามหน้าที่ของรัฐ ก็คือสร้างเสริมสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การทหาร การต่างประเทศซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐ ไม่สามารถจะหวังจากการลงทุนในภาคเอกชนได้เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก ให้ผลตอบแทนต่ำหรือระยะเวลาที่คืนทุนนาน

2) รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างเช่น  ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินฝืด ระดับราคาสินค้าโดย ทั่วๆไป มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ ผู้ผลิตก็จะลดปริมาณการผลิตลง ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นมีผลกระทบต่อรายได้ส่วนรวมของประเทศ การรักษาเสถียรภาพของรับอาจทำโดยการกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้นทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น  ในที่สุดระบบเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

3) ชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล   ในบางปีรัฐบาลอาจมีกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องดำเนินการอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้รายจ่ายมากกว่ารายรับ ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้จ่ายเพื่อให้กิจกรรมต่างๆของรัฐบาลดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น

เหตุผลอื่นๆ...ที่ต้องกู้เงิน

 นอกจากนี้ภาครัฐ ยังต้องก่อหนี้สาธารณะเพื่อ
4) .ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน เช่น ประสบภัยธรรมชาติต่างๆ   เกิดสงคราม การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าที่จำเป็นบางประเภท 

5) รักษาและเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ  ในระบบเศรษฐกิจนั้น   หากทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ถูกนำมาใช้จนเหลือน้อยกว่าปกติอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศในทางเศรษฐกิจได้

6) ระดมทุนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาประเทศ  ในบางประเทศประชาชนออมเงินไว้เฉยๆ  ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้  รัฐบาลอาจแก้ไขปัญหาด้วยการก่อหนี้จากเงินออมของประชาชนโดยกู้เงินส่วนนี้มาลงทุน 

7) เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้หนี้เก่า กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดเวลาใช้เงินคืน รัฐบาลอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามสัญญาหรือกำหนดเวลา และ

8) ปรับปรุงโครงสร้างภาระหนี้ให้มีการกระจายหนี้ดีขึ้น (Refinancing) บางห้วงเวลา ตลาดเงินทุนอาจมีดอกเบี้ยต่ำและให้เงื่อนไขที่ดีต่อผู้กู้ ดังนั้นรัฐบาลอาจมีเหตุผลที่จะทำการกู้เพื่อไถ่ถอนหนี้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าและมีเงื่อนไขที่ด้อยกว่าหนี้ก้อนใหม่

ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งคุณผู้อ่าน Lisa อาจวิตกกังวลถึงการกู้เงินของรัฐบาล แต่อย่าเพิ่งคิดมากไปนะครับ เพราะภาครัฐมีหน่วยงานที่คอยดูแลเรื่องหนี้สาธารณะโดยตรง นั่นก็คือสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (www.pdmo.mof.go.th/) ที่คุณผู้อ่านสามารถหาข้อมูลเรื่องหนี้สาธารณะได้เพิ่มเติมครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ อาทิตย์ 19 ส.ค. 12@ 16:01:36 ICT (99 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
การรับขนส่งสินค้าทางทะเล (Lisa ฉ.23/54)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย

การรับขนส่งสินค้าทางทะเล (Lisa ฉ.23/54)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

 คุณผู้อ่าน Lisa ครับ การเดินทางและค้าขายทางทะเลระหว่างดินแดนต่อดินแดน ประเทศต่อประเทศ ภูมิภาคต่อภูมิภาคมีความเป็นมาที่ยาวนานแล้วนะครับ เพราะการเดินทางในสมัยก่อนนั้นใช้เส้นทางแม่น้ำและทะเลเป็นหลัก เนื่องจากการคมนาคมโดยถนนหนทางหรือเครื่องบินนั้นยังไม่เกิดขึ้น และตราบถึงทุกวันนี้การขนส่งสินค้าทางทะเลก็ยังคงได้รับความนิยมมากกว่าการขนส่งในแบบอื่นๆ เพราะต้นทุนถูกกว่ามากครับ ดังนั้นประเทศที่มีทางออกสู่ทะเลหรือมีท่าเรือน้ำลึกก็ยิ่งมีโอกาสในการทำมาค้าขายทางทะเลมากยิ่งขึ้นเท่านั้นครับผม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล

กฎหมายดูแลเรื่องการรับส่งสินค้าทางทะเลตรงๆ ก็คือ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลปี พ.ศ. 2534 โดย พ.ร.บ.นี้ตราขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมกิจกรรมขนส่งทางทะเลให้สามารถตัดสินข้อพิพาทกรณีมีคดีความเกิดขึ้นเนื่องจากการค้าขายระหว่างประเทศซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็จะสามารถทราบถึงสิทธิที่ตนพึงมีพึงได้รวมทั้งหน้าที่ที่ตนต้องกระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่งด้วยครับ

 ความรับผิดชอบผู้ขนส่ง

สำหรับผู้ส่งออกหรือแม้แต่ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ขนส่งสินค้า จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในประเด็นสำคัญตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็คือ เรื่องความรับผิดชอบต่อการชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของสินค้าในกรณีที่

1. สินค้าได้รับจากผู้ขนส่ง สูญหายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เสียหายหรือบุบสลายแบบนี้เรียกค่าเสียหายได้เลยครับ
2. สินค้าถูกส่งมอบชักช้า
- ไม่ส่งมอบของภายในกำหนดเวลาที่ผู้ขนส่งตกลงไว้กับลูกค้า
- ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาส่งมอบไว้ ผู้ขนส่งไม่ได้ส่งมอบของภายในเวลาอันควรที่ผู้ขนส่งพึงปฏิบัติได้ (ในเรื่องนี้จะต้องดูว่าผู้ขนส่งรายอื่นๆ เขาใช้เวลาในการขนส่งนานเท่าใดมาพิจารณาร่วมด้วย) 

 ช้าเกิน 60 วัน...เรียกค่าเสียหาย

หากมีการส่งมอบสินค้าชักช้าเกินกว่า 60 วันนับแต่วันครบกำหนดส่งมอบหรือพ้นระยะเวลาอันควรจะส่งมอบได้กฎหมายกำหนดให้ลูกค้ามีทางเลือก 2 ทาง คือ 1) รับมอบของที่ล่าช้าและเรียกค่าเสียหายอันเป็นผลจากการส่งมอบล่าช้า หรือ 2) ไม่รับมอบของโดยสิ้นเชิง และถือเสมือนว่าของนั้นสูญหายโดยสิ้นเชิงแล้วเรียกค่าสินไหมทดแทน
 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย...แค่ 1 ปี

  สิทธิของลูกค้าในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่สิ่งของสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าจากผู้ขนส่งมีอายุความเพียง 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้มอบสิ่งของให้แก่ผู้รับ ณ ท่าเรือปลายทาง หรือมอบของให้แก่ผู้ส่งกรณีสินค้าเสียหายแล้วผู้ส่งเรียกให้ตีสินค้ากลับมาที่ผู้ส่ง ณ ท่าเรือต้นทาง หรือถ้าไม่ได้มีการส่งมอบของก็นับแต่วันที่เลยกำหนดการส่งมอบของ หรือนับแต่วันที่เลยกำหนดเวลาอันสมควรที่ผู้ขนส่งจะพึงปฏิบัติได้ครับ

ข้อยกเว้น...ไม่ต้องรับผิดชอบ

แม้ว่าความรับผิดชอบของผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลจะมีมากมายแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็มีข้อยกเว้นที่บริษัทขนส่งทางทะเลไม่ต้องรับผิดชอบหากความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งได้แก่ภัยธรรมชาติต่างๆ อัคคีภัย หรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลที่โดยผู้ขนส่งไม่สามารถป้องกันได้โดยการระมัดระวังและคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจจะเกิดขึ้นได้, การสงครามหรือการสู้รบของกองกำลังติดอาวุธ,การแทรกแซงต่างๆ ที่กระทำต่อเรือโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแต่ต้องไม่เกิดขึ้นจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่งเอง, การใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามโรคติดต่อ, การกระทำของโจรสลัด ,

ความผิดพลาดของลูกค้าเอง เช่น การบรรจุหีบห่อไม่แข็งแรง ไม่เหมาะกับสภาพแห่งของ เครื่องหมายที่ห่อของไม่ชัดเจนหรือไม่เพียงพอ, สภาพของสิ่งของนั้นเอง เช่น สิ่งของเกิดการระเหิด ระเหย การเน่าเปื่อย การบูดเสีย มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี, สิ่งของมีค่าที่ลูกค้าไม่ได้แจ้งให้ทราบถึงสภาพและราคาของสิ่งของนั้นเมื่อนำของมาฝากส่ง เป็นต้น

  เรื่องของการรับขนส่งสินค้าทางทะเลยังมีข้อกฎหมายในเรื่องอื่นๆ เช่นภาษี พาณิชยกรรมทางทะเลซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายซึ่งหากคุณผู้อ่าน Lisa ท่านใดสนใจจะเป็นเจ้าของบริษัทฯ ในลักษณะนี้ก็ต้องศึกษาข้อกฎหมายเพิ่มเติมอย่างละเอียดด้วยนะครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ อาทิตย์ 19 ส.ค. 12@ 15:56:37 ICT (85 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
หนี้ของผู้ตาย...ใครรับผิดชอบ (Lisa ฉ.22/2554)
ความรู้ คู่คิด คือความรู้ทางกฏหมาย

หนี้ของผู้ตาย...ใครรับผิดชอบ (Lisa ฉ.22/2554)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)
  
คนรุ่นผมต้องรู้จักเพลง “หนี้รัก” ของคุณอรวรรณ วิเศษวงศ์ (นักร้องรุ่นใหม่ๆ ก็นำมาร้องกันเยอะอยู่นะครับ อย่างคุณมาช่า วัฒนพาณิช) ซึ่งมีเนื้อเพลงที่แสนคุ้นเคยร้องว่า “หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด หนี้รักบรรเจิดพริ้งเพริดแสนหวาน รักกันเสมอ แม้เวลาผันผ่าน สองเราสราญ เพราะหนี้รัก สลัก ใจ...” จั่วหัวกันมาขนาดนี้ ก็เพราะคอลัมน์ Woman&Law ใน Lisa ฉบับนี้ผมจะพูดถึงภาวการณ์เป็นหนี้เป็นสินครับ ไม่ใช่หนี้ของตัวเราเองครับแต่เป็นหนี้ของผู้ตายที่บังเอิญเราเป็นญาติพี่น้องของผู้ตาย...เราต้องชดใช้หนี้ให้เขาหรือไม่? และชดใช้อย่างไรบ้าง?

เป็นหนี้…ก็ต้องใช้คืน

  การทำสัญญาตกลงในการกู้ยืมเงินหากมีหลักฐานชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิให้ลูกหนี้ชำระเงินคืนตามที่กู้ยืมไปพร้อมดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดครับ แต่เมื่อลูกหนี้หายหน้าหายตาไปจากปริมณฑลของการใช้หนี้คืน อย่างนี้ไม่ได้เลยนะครับ เอาเงินเขามาแล้วก็ต้องใช้คืนเขา ตามที่ กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 194 ระบุไว้ว่า “ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้”…

 ถ้าลูกหนี้...เสียชีวิต

  ตามหลักของกฎหมายแล้ว หนี้ของใครคนนั้นก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบครับ ปู่ ย่า ตายาย  พ่อ แม่ พี่น้อง ลูกเมียไม่ต้องเข้ามารับผิดชอบในหนี้นั้นด้วย และเมื่อลูกหนี้ได้เสียชีวิตลงเจ้าหนี้ก็จะต้องติดตามทวงหนี้เอาจากกองมรดกของลูกหนี้เท่านั้น หากลูกหนี้ไม่มีมรดกก่อนตาย เจ้าหนี้ก็ไม่ได้รับชำระหนี้คืนเลย แต่หากลูกหนี้มีทรัพย์มรดกอยู่บ้างเจ้าหนี้ก็จะได้รับชำระหนี้ตามที่มีทรัพย์สินตกทอดมา แต่จะมากหรือน้อย ครบถ้วนตามจำนวนหนี้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับทรัพย์มรดกของลูกหนี้ครับผม

 ขั้นตอนการทวงหนี้...ผู้ตาย

  การทวงหนี้ที่ผู้ตายก่อไว้นั้น ไม่จำเป็นต้องเคาะฝาโลงศพหรือจุดธูปทวงหนี้นะครับ (ฮา) แต่ทั้งนี้เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถถือวิสาสะไปขนเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เสียชีวิตมาเป็นของตนเองเลยได้นะครับ จะต้องมีขั้นตอนในการติดตามหนี้สินตามกฎหมายจากทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกของลูกหนี้คนนั้นๆ โดยปกติกองมรดกจะต้องมีผู้จัดการมรดกเป็นผู้ดูแล วิธีการก็คือเจ้าหนี้ก็จะต้องไปทวงถามเอาจากผู้จัดการมรดก หลังจากนั้นหากผู้จัดการมรดกไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องผู้จัดการมรดกเพื่อขอให้ชำระหนี้ของผู้ตายครับ

 ถ้าไม่มี...ผู้จัดการมรดก

  เอาหล่ะซิครับ เมื่อไม่มีผู้จัดการมรดก ใครจะรับผิดชอบในหนี้ก้อนนี้หนอ แบบนี้ใช่ว่าทุกอย่างจะจบนะครับ (โปรดย้อนไปอ่านย่อหน้าแรกว่า มีหนี้ก็ต้องใช้คืน) เจ้าหนี้สามารถทวงถามไปยังทายาทของลูกหนี้ทั้งหมดให้ดำเนินการชดใช้หนี้จากกองมรดกที่ได้รับจากผู้ตาย (ซึ่งเป็นลูกหนี้ของคุณ) ถ้าทายาทผู้มีสิทธิในการรับมรดกของลูกหนี้ไม่ดำเนินการใช้หนี้ให้ เจ้าหนี้ก็จะต้องไปฟ้องร้องเอากับทายาทมรดกทั้งหมดของลูกหนี้ครับ

 ทายาทมรดก...สู้คดีแทนผู้ตาย

  เมื่อได้ฟ้องทายาททั้งหมดซึ่งรับมรดกทรัพย์สินของผู้ตายแล้ว หากทายาทมีข้อโต้แย้งใดๆ ก็สามารถสู้คดีแทนผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ หรือหากต่อมาศาลพิพากษาให้เจ้าหนี้เป็นฝ่ายชนะคดี ให้ลูกหนี้ชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็จะตามไปบังคับคดีเอากับทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกของลูกหนี้เท่านั้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นส่วนตัวของทายาทนั้น ไม่สามารถตามไปบังคับคดีได้ นอกจากนี้ต้องฟ้องร้องให้ชดใช้หนี้กับทายาททุกคนที่ได้รับมรดกตามสัด

ส่วนที่แต่ละคนรับไปด้วยนะครับ จะฟ้องร้องเอาหนี้คืนจากคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ทายาทคนไหนไม่ได้รับแบ่งมรดก เจ้าหนี้จะไปฟ้องทายาทผู้นั้นก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะว่าทายาทที่ไม่ได้รับมรดกเขาไม่มีหน้าที่ที่จะต้องมารับผิดชอบในหนี้สินของผู้ตายนะครับผม
 ถ้าทายาท...ใช้ทรัพย์มรดกหมดเกลี้ยง

  สมมติคุณเป็นเจ้าหนี้ผู้ตาย แล้วทายาทผู้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายบอกว่า “จะมาทวงอะไร พวกชั้นใช้มรดกหมดไปแล้ว” ไม่ได้เลยนะครับเพราะถึงแม้ว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมรดกมาแล้วนั้นจะหมดไป ทายาทมรดกก็ยังจะต้องรับผิดหนี้มรดกตามจำนวนเท่าที่ตัวเองได้รับมรดกมาด้วยนะครับผม

  แม้ว่าหนี้สินนั้น ใครเป็นผู้ก่อผู้นั้นก็จะต้องรับผิดชอบเอง พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก เมีย ไม่ต้องเข้ามาร่วมรับผิดด้วย แต่คุณผู้อ่าน Lisa จำไว้นิดหนึ่งนะครับว่า เรื่องหนี้สินของผู้ตาย หากใครก็ตามได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายไว้ สิ่งที่จะต้องติดสอยห้อยตามมาก็คือหนี้สิน ดังนั้นเมื่อรับทรัพย์มรดกมาก็ต้องพ่วงหนี้มรดกไปด้วยเช่นกันครับผม

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ผู้บันทึก praween เมื่อ อาทิตย์ 19 ส.ค. 12@ 15:52:14 ICT (83 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)
ทั้งหมด 100 เรื่อง - 10 หน้า ( 10 เรื่องต่อหน้า)

1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10
แบบสำรวจความคิดเห็น
คิดเห็นกับการบริจาคเงินภาษีของคุณให้พรรคการเมือง

เห็นด้วยและบริจาค
เห็นด้วยไม่บริจาค
เฉยๆ-ไม่มีความเห็นใดๆ
ไม่เห็นด้วย
ไม่เห็นด้วยไม่บริจาคด้วย



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน: 20
คำแนะนำ: 0
แลกลิงค์ / ประมาณ

 Easy2china


 

รูปภาพตัวอย่าง

WIN_4261 (Medium).JPG
WIN_4261 (Medium).JP ...

WIN_0524.JPG
WIN_0524.JPG

WIN_3730 (Medium).JPG
WIN_3730 (Medium).JP ...

WIN_8344.JPG
WIN_8344.JPG

แกลอรีภาพ
เรื่องราวเกี่ยวกับบริษัท
· ประวัติอาจารย์ประมาณ
· ประวัติบริษัท อาณาจักรกฎหมาย จำกัด
· แผนที่บริษัทอาณาจักรกฏหมาย จำกัด
· ทีมงานบริษัท อาณาจักรกฎหมาย จำกัด
· ทีมงาน ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท อาณาจักรกฎหมาย จำกัด
รายการอาจารย์ประมาณ

รายการอาจารย์ประมาณ

วัน               24 Hr.
จาน PSI ช่อง 76 pramarn-CH

วัน               10.00-10.40
จันทร์-ศุกร์ รายการคุยข่าว 10 โมง
ชมตัวอย่างรายการ

วัน               14.00-15.00
จันทร์-ศุกร์ รายการร่วมมือร่วมใจ
ชมตัวอย่างรายการ

วัน               13.00-13.30
ทุกวันพุธ     รายการหัวหมอวันพุธ
ชมตัวอย่างรายการ

ยอดจำนวนผู้ใช้
มีผู้เข้าเยี่ยมชม
7235957
คน ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2551
Copyright ?2008 บริษัท อาณาจักรกฏหมาย จำกัด