<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>ประมาณ.คอม บริษัทอาณาจักรกฎหมาย จำกัด</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>เรื่องราวของ...สาวยุคใหม่ ( Lisa ฉ.13/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=45</link>
<description><p>
<font size="3">เรื่องราวของ...สาวยุคใหม่ ( Lisa ฉ.13/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าถามถึงนิยามของคำว่า &ldquo;สาวยุคใหม่&rdquo; ในความคิดของผมว่าเป็นอย่างไร ผมคงต้องตอบแบบทนายวัยกลางคนว่า เธอต้อง &ldquo;สวย เก่ง และฉลาด&rdquo; ครับ ส่วนจะมีเสน่ห์ปลายจวักหรือทำงานบ้านงานเรือนเป็นหรือไม่นั้น (ซึ่งเป็นความสวยสมบูรณ์ในยุคที่ผมเป็นหนุ่มน้อย) ไม่สำคัญเท่าไหร่แล้วครับ เพราะเดี๋ยวนี้ เรามีผู้ช่วยแม่บ้านสำเร็จรูปจากต่างจังหวัด และประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันข้าวปลาอาหารก็ฝากไว้กับแม่ค้าเจ้าอร่อยหรือไม่ก็ออกไปทานอาหารนอกบ้าน (เป็นกิจวัตร) ดังนั้น เมื่อวิถีชีวิตของสาวยุคใหม่ดังเช่นคุณผู้อ่าน Lisa เปลี่ยนไป คุณก็จำเป็นต้องเข้าใจถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปและแง่มุมทางกฎหมายด้วยเช่นกันครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คนรุ่นใหม่...มุมมองกว้างไกล<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทุกวันนี้เวลาที่ใครต่อใครพูดถึง &ldquo;คนรุ่นใหม่&rdquo; ต่างก็จะให้ความหมายตามที่ตัวเองคิด ส่วนสมาชิกราชบัณฑิตยสภาด้านสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา ก็ยังไม่มีการนิยามอย่างชัดเจนเลยนะครับว่า &ldquo;คนรุ่นใหม่&rdquo;หมายถึงใคร และอย่างไร จึงส่งผลให้เกิดการตีความกันอย่างหลากหลาย บางคนเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่คือคนอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จ บางคนเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่คือคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ก้าวทันเทคโนโลยี แต่โดยทั่วไปเมื่อสรุปความคิดของหลายฝ่ายแล้วนิยามของคนรุ่นใหม่น่าจะหมายถึงคนที่มีมุมมองกว้างไกลและมีความคิด ทั้งยังยอมรับและปรับตัวให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วตลอดเวลา รักความก้าวหน้า ชอบการเรียนรู้ และสู้ชีวิตพร้อมพิชิตอุปสรรค รักเพื่อนพ้อง ชอบการทำงานเป็นทีม มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม เป็นไงล่ะครับกว้างไกลจนชนิดที่ว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งนั้นเลยหล่ะครับ<br>
สาวยุคใหม่...ต้องทันสมัย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เอาหล่ะครับเมื่อนิยามของคนรุ่นใหม่ต้องเป็นคนที่มีมุมมองกว้างไกล ซึ่งจำเป็นต้องเห็นโลกในมุมมองที่หลากหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ทั้งตั้งโต๊ะ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ MP3 บัตรเครดิต ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในวิถีชีวิตทั้งการทำงานและการพักผ่อนหย่อนใจของสาวยุคใหม่ บางทีผมเห็นสาวยุคใหม่หอบหิ้วคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจนเอนหน้าเอนหลังแล้วก็นึกสงสาร พอหันมามองลูกสาวเราที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ก็พบว่าเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ เขาอัดคำบรรยายของอาจารย์ไว้ใน MP3 แล้วนำมาเสียบหูฟังขณะที่นั่งรถไปไหนต่อไหน หรือขณะที่ขับรถอยู่ แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เทคโนโลยีเหล่านี้กลับมาทำลายชีวิตคุณนะครับ เช่น ใช้บัตรเครดิตเกินวงเงินกลายเป็นหนี้เน่า ไม่ยอมใช้หนี้ จนกระทั่งต้องเผชิญกับการทวงหนี้แบบโหด ๆ หรือใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ผิด ๆ ทั้งโพสต์ข้อความด่าชาวบ้าน ส่งต่อข้อมูลหมิ่นประมาทผู้อื่น ตัดต่อภาพแล้วส่งต่อ ฯลฯ รับรองครับว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดทาง<br>
คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แน่นอนจ๊ะ<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาวยุคใหม่...working woman<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แน่นอนครับว่าเดี๋ยวนี้ผู้ชายทำงานอะไรได้ ผู้หญิงก็ทำได้ ล่าสุดที่ผมสุดทึ่งก็ต้องเป็นเรื่องความสามารถด้านมวยไทย คาราเต้ เทควั นโด้ ฯลฯ ของสาวสวยหน้าตาอินเทรนด์ (แบบฉบับจากสาวเกาหลีครับ) &ldquo;น้องจีจ้า ญานิน&rdquo; ที่เธอสามารถแสดงบทบู๊แบบเล่นจริง เจ็บจริงในภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;ช็อกโกแลต&rdquo; ไม่แพ้นักแสดงชายรุ่นพี่ &ldquo;จา พนม&rdquo; ที่กลายเป็นดาราไทยโกอินเตอร์ไปแล้ว และผมก็เชื่อว่าน้องจีจ้าเธอสู้แสดงบทบู๊ได้ดีเช่นนี้ เธอก็ต้องโกอินเตอร์ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเช่นเดียวกับพี่จาครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; working woman ที่เราเห็นกันชินตาก็สาวทำงานในหลากหลายวิชาชีพ ส่วนตำแหน่งที่น่าจับตามองก็คือผู้บริหารสาวสวย คนรุ่นใหม่นี่แหละครับ เพราะเธอมีทั้งความสามารถ ทั้งความสวยสวย บางทีเล่นเอาเพื่อนร่วมงานหนุ่ม ๆ ทั้งหลายอยากจะไต่เต้าเธอขึ้นไปเป็นผู้บริหาร (บ้าง) แบบนี้สาว ๆ ผู้บริหารต้องระมัดระวังตัวในการคบหาเพื่อนชายในที่ทำงานเดียวกันด้วยนะครับ โดยเฉพาะผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา คารมดีทั้งหลาย เพราะกลยุทธ์ที่ผู้ชายชอบใช้ก็คือ &ldquo;ทำให้เธอรัก คราวนี้จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด&rdquo; อย่าให้เขาคิดแบบนั้นครับ โดยเฉพาะคนที่เข้ามาหาคุณด้วยวัตถุประสงค์ให้คุณเป็นสะพานสู่ดวงดาว เขาอาจจะใช้วิธีการแบบมิจฉาชีพ เช่น มีเซ็กส์ด้วยกันแล้วถ่ายคลิปวีดิโอไว้เพื่อแบล็กเมล์เอาเงินหรือเอาผลประโยชน์อื่น ๆ&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าคุณเป็นสาวนักทำงานแล้วเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตเช่นนี้ ต้องรีบแจ้งความกับตำรวจเลยนะครับ อย่าอายแล้วปล่อยให้คนชั่วที่หาประโยชน์จากความไว้ใจของผู้อื่นแบบนี้ลอยหน้าลอยตา (หล่อ ๆ) อยู่ในสังคมหรืออยู่ในหน่วยงานได้ เพราะมีสถานที่สำหรับคนที่กระทำเช่นนี้อยู่แล้วคือในคุกครับ เนื่องจากเขาทำผิดตามกฎหมายอาญาในข้อหากรรโชกทรัพย์ โทษจำคุก 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับ 1,000 ถึง 14,000 บาทเลยนะครับ<br>
สาวยุคใหม่...แต่งงานช้า<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเป็นทั้งสาวนักทำงาน ทั้งมีกิจกรรมเยอะแยะมากมายก็ทำให้คุณสาว ๆ ยุคใหม่มีเรื่องราวในชีวิตมากกว่าสาวยุคก่อนที่พอจบการศึกษา ทำงานสักระยะก็จะแต่งงานครับ แต่สาวยุคใหม่ไม่ใช่ ตราบใดที่ชีวิตยังไม่ประสบความสำเร็จ เธอก็จะขอทำงานให้บรรลุเป้าหมายความภาคภูมิใจในชีวิตก่อน ซึ่งกว่าจะแต่งงานก็ปาไป 30 กว่า ๆ หรือไม่บางคนก็อายุ 40 ปีโน่นเลยครับ เมื่อแต่งงานช้าเช่นนี้ส่งผลอย่างไรนะหรือครับ ก็ส่งผลต่อการมีลูกยาก บางคนก็ใช้วิธีการอุ้มบุญคือให้ญาติพี่น้องที่มีร่างกายแข็งแรงตั้งท้องแทนตัวเอง โดยใช้ไข่ของเธอผสมกับอสุจิของสามีแล้วฉีดเข้าไปในร่างของคนที่มาตั้งท้องให้&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อคลอดเด็กออกมาแล้วถ้าคนที่ตั้งท้องแทนเขามอบลูกคืนให้กับคุณแม่และคุณพ่อก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ถ้าหากคนที่อุ้มบุญเกิดรักและผูกพันกับเด็กแล้วจะเอาเด็กไว้เลี้ยงดูเอง แบบนี้ต้องทำใจไว้เลยนะครับสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ (เจ้าของไข่-เจ้าของอสุจิ) เพราะกฎหมายเห็นว่าผู้ที่อุ้มบุญโดยการอุ้มท้องแทนคุณแม่เจ้าของไข่ คือแม่ที่ถูกต้องตามกฎหมายครับ เนื่องจากประเทศไทยเรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการรับอุ้มบุญโดยตรงนั่นเอง&nbsp; ในเรื่องนี้ผมก็อยากจะให้มีกฎหมายอุ้มบุญเสียทีครับ จะได้ช่วยทั้งคนที่มีลูกยาก และป้องกันข้อพิพาท คดีความที่เกิดจากเหตุการรับอุ้มบุญซึ่งนับวันก็จะมีเรื่องราวทำนองนี้มากขึ้น<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาวยุคใหม่...แช่แข็งไข่ (ของเธอ)<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากแก้ปัญหาการแต่งงานช้าด้วยการให้ผู้อื่นอุ้มบุญแทนสาวทำงานแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีการแช่แข็งไข่ของสาวนักทำงานไว้ เผื่อไว้ใช้สำหรับอนาคต เพื่อลดความกดดันในการตามหา &quot;ผู้ชายที่ใช่&quot; หรือแรงกดดันที่เธอต้องลงมาจากคานทองให้ได้ (ลองนึกเรื่องราวของละครรื่อง &ldquo;ยุทธการหักคานทอง&rdquo; สิครับ) และหากเธอต้องการมีลูกเมื่อเธอเลยวัยเจริญพันธุ์ไปแล้ว เธอก็ยังสามารถนำเอา &quot;ไข่&quot; ที่แช่ไว้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และยังพร้อมใช้งานกลับมาใช้งานได้เสมอครับ ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ในบ้านเรา มีเพียงแต่ที่อังกฤษที่สาว ๆ นักทำงานแช่แข็งไข่ไว้ในธนาคารเก็บไข่ โดยมีการดูแลจากนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดีครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรื่องนี้ผมว่าน่าจะช่วยลดปัญหาการซื้อขายไข่วัยเจริญพันธ์ (ของคุณผู้หญิง) ที่เป็นข่าวในบ้านเราในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่ว่ามีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งมีนโยบายให้สาว ๆ วัยรุ่นขายไข่ให้กับโรงพยาบาล เพื่อใช้สำหรับคนไข้ผู้ที่มีบุตรยาก ซึ่งการซื้อขายอวัยวะในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายนะครับด้วยเหตุผลในเรื่องจริยธรรม และแพทยสภาก็ได้ออกข้อบังคับในเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะมาหลายปี โดยเป็นที่รับรู้ในวงการแพทย์ทั่วไปว่า ห้ามมีการซื้อขายอวัยวะชนิดใด ๆ โดยเด็ดขาดครับ ซึ่งถ้าหากมีแพทย์ที่รู้เห็นเป็นใจและลงมือผ่าตัด หรือกระทำการใด ๆ ในทางการแพทย์ให้ คุณหมอคนนั้นก็จะถูกพักหรือถอนใบอนุญาตทันทีเลยนะครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับข้อกล่าวหาลักษณะนี้แพทยสภาถือเป็นองค์กรที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการละเมิดทางวิชาชีพของแพทย์ หรือเจ้าของสถานพยาบาลหรือไม่ เช่น หากมีการชี้นำให้คนไข้หรือญาติบริจาคอวัยวะ โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาลรู้เห็นด้วย แบบนี้ คุณ ผอ.โรงพยาบาล ก็จะถูกจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามโทษใน พ.ร.บ. สถานพยาบาลปี พ.ศ. 2511 มาตรา 34 ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาวยุคใหม่...เลือก &ldquo;นาง&rdquo; หรือ &ldquo;นางสาว&rdquo; ได้<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องที่ต้องถือว่ามีเฮตั้งแต่ต้นปีของสาวยุคใหม่ก็คือสิทธิในการเลือกใช้คำนำหน้านามของพวกเธอ เมื่อ พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 ประกาศใช้แล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ครับ ซึ่งจะทำให้คุณผู้หญิงซึ่งแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสแล้ว สามารถที่จะเลือกใช้ &ldquo;นาง&rdquo; หรือ &ldquo;นางสาว&rdquo; ได้ตามความสมัครใจ และคุณผู้หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงจะใช้คำนำหน้านามว่า &ldquo;นาง&rdquo; หรือ &ldquo;นางสาว&rdquo; ก็ได้ตามความสมัครใจเช่นกันครับ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือประมาณวันที่ 4 มิถุนายน 2551 ครับผม (คุณผู้หญิงท่านไหนจะแต่งหรือจะหย่าก็รอจนถึงเดือนมิถุนายน 2551 ก่อนนะครับ)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรื่องนี้หลายคน โดยเฉพาะคุณผู้ชายอาจจะตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอบดังนี้ครับว่าเพื่อ &ldquo;สิทธิเสมอภาค&rdquo; ระหว่างหญิงกับชาย เพราะเดิมการใช้คำนำหน้านามของหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วต้องใช้คำนำหน้านามว่า &ldquo;นาง&rdquo; คำเดียวเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากผู้ชายไทยที่ไม่ว่าแต่งงานหรือเป็นโสดก็ใช้คำเดียวว่า &ldquo;นาย&rdquo; ทำให้การใช้คำนำหน้านามในลักษณะเดิมของผู้หญิงมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยถือว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิงเพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ จึงสมควรกำหนดให้ผู้หญิงมีทางเลือกในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจซึ่งเป็นการสอดคล้องกับการเลือกใช้นามสกุลตามกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคลครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเรื่องนี้นั้นผมต้องขอวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ในฐานะนักกฎหมาย และพลเมืองไทยคนหนึ่ง เพราะผมเกรงว่า พ.ร.บ.คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 อาจจะทำให้เกิดเหตุแห่งความเข้าใจผิดมากกว่าเดิม เพราะจริง ๆ แล้วต้นเหตุเกิดจากคำนำหน้านามผู้ชายที่เหมือนกันทั้ง &ldquo;โสด&rdquo; และ &ldquo;ไม่โสด&rdquo; จนเกิดเหตุบ้านเล็กบ้านใหญ่ ดังนั้นก็ควรแก้ไขที่เพศชายหรือมิเช่นนั้นก็ต้องปลูกจิตสำนึกเรื่องความจริงใจกับคู่รักของเราเช่นแม้คำนำหน้าจะเป็น &ldquo;นางสาว&rdquo; หากสาวเจ้าเคยแต่งงานมาแล้วก็อย่าไปปกปิดข้อเท็จจริงนี้กับคู่รักของเรา เพราะอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันภายหลังได้แบบไม่ตั้งใจ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไม่ว่าคุณผู้หญิงยุคนี้จะเป็นสาวยุคใหม่หรือไม่ก็ตาม แต่ผมขอกระซิบบอกไว้เลยนะครับว่า จากการสอบถามผู้ชายหลากหลายอาชีพและหลากหลายวัย ก็ยังอยากให้สาวยุคใหม่เป็นคนสุภาพอ่อนหวานเพราะดูน่ารักและดูดีกว่าสาวยุคใหม่ที่ลืมใช้เสน่ห์ในตัวเธอครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@</font>
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>คลายร้อนอย่างถูกกฎหมาย (Lisa ฉ.10/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=44</link>
<description><p>
<font size="3">คลายร้อนอย่างถูกกฎหมาย (Lisa ฉ.10/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่าน Lisa ครับ กรมอุตุนิยมวิทยาเขาออกมาพูดถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อประเทศไทยว่า จะทำให้ฤดูหนาวมีระยะเวลาแสนสั้น ส่วนฤดูร้อนนั้นจะมีระยะเวลายาวนานขึ้น ที่สำคัญฤดูร้อนปีหนูซู่ซ่าส์ 2551 นี้ จะเริ่มเร็วขึ้นคือคนไทยจะเริ่มปาดเหงื่อกันตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เลยนะครับ ซึ่งในฤดูร้อนของแต่ละปีคุณผู้ชายทั้งหลายก็จะเฝ้ารอว่าดาราหรือนักแสดงในฝันของคุณคนไหนบ้างที่ใจกล้าลงทุนสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นถ่ายปกนิตยสารให้คลายร้อนกาย แต่จิตใจนั้นร้อนรุ่มกว่าเดิมอีกครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาวะโลกร้อน&hellip;รุนแรงขึ้น <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อทุก ๆ ประเทศในโลกเลยนะครับ โดยในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวสำคัญด้านภาวะโลกร้อนที่น่าจับตามอง เริ่มตั้งแต่การเปิดเผยรายงานเสนอสถานการณ์ ผลกระทบและแนวทางแก้ไขภาวะโลกร้อนของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีบทบาทกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยภาวะโลกร้อน จนทำให้หน่วยงานนี้คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปครองร่วมกับอดีตรองประธานาธิบดีอัลกอร์ แห่งสหรัฐ ซึ่งมีบทบาทในหน่วยงานนี้ กลายเป็นพระเอกของคนอเมริกันไปเลยครับ<br>
<br>
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนปลายปี พ.ศ. 2550 คุณผู้อ่าน Lisa ที่สนใจข่าวต่างประเทศคงเห็นภาพข่าวที่ผู้คนจากภาครัฐและเอกชนกว่าหมื่นคนจาก 190 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติ เพื่อกำหนดแนวทางทำข้อตกลงโลกร้อนจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงของโลก โครงงานนี้จัดขึ้นที่เกาะบาหลี อินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งแผนงานต่าง ๆ นั้น ไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามเพราะเราเป็นสมาชิกสหประชาชาติครับ<br>
&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลกระทบ...ต่อไทย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประเทศไทยเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากสภาวการณ์นี้ไปได้ ที่ผิดปกติของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในระยะ 2 &ndash; 3 ปีที่ผ่านมาได้นั่นก็คือ ภาวะฝนตกน้ำท่วมขนาดหนักในหลายพื้นที่ การไม่มีฤดูหนาว และฤดูร้อนที่ร้อนมาก หรือกระทั่งแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนมีข่าวลือหรือการส่งข้อความต่อ ๆ กันทางอีเมล์ว่า พื้นที่ประเทศไทยจะเหลืออยู่ไม่กี่จังหวัด&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แต่คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไปก่อนเลย มาดูแนวโน้มจากข้อมูลทางวิชาการดีกว่าครับ โดยข้อมูลที่เชื่อถือได้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาระบุว่า ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนจะส่งผลให้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจากการศึกษาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอีก 30-80 ปี พบว่า จำนวนวันร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 33 องศาเซลเซียส จะมีมากขึ้นประมาณ 30-60 วันต่อปี จากปกติ 20 วันต่อปี และจังหวัดที่มีวันร้อนมากที่สุด คือ อุทัยธานี เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ในหุบเขารองลงมาคือ นครสวรรค์ สำหรับจำนวนวันเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส จะมีประมาณ 20-30 วันต่อปี จากเดิมประมาณ 30-40 วันต่อปี โดยจังหวัดที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันตกจะมีจำนวนวันเย็นมากที่สุดไม่ใช่จังหวัดทางเหนือนะครับ...ใจเย็น ๆ นะครับ เพราะมันจะไม่เปลี่ยนแปลงทันทีทันใด แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ซึ่งคนไทยเราก็ยังสามารถเตรียมตัวรับมือกับภาวะโลกร้อนได้<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ยังไม่บังคับ...ประหยัดพลังงาน<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องหนึ่งที่มีการรณรงค์มาตลอดคือการประหยัดพลังงานเพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยประเทศเรายังไม่มีกฎหมายบังคับขู่เข็ญคนที่ใช้พลังงานฟุ่มเฟือยนะครับ เพียงแค่สร้างแรงจูงใจเช่นถ้าคุณใช้ไฟฟ้าลดลงคุณก็จะได้ประหยัดเงินค่าไฟฟ้า เพราะการไฟฟ้าฯ จะคิดในอัตราที่ลดลง นอกจากนี้ก็มีข่าวออกมาว่ากระทรวงการคลังอาจจะลดภาษีให้กับบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานที่ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เหล่านี้เป็นมาตรการชักจูงใจนะครับ พอ ๆ กับที่บ้านเรารณรงค์ใช้ถุงผ้าไปจ่ายตลาดหรือเข้าซูเปอร์มาร์เกต เพื่อลดและงดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งบางครั้งผมก็เห็นคุณแม่บ้านบางคนใช้ถุงผ้านะครับ (ผมก็แอบชื่นชม) แต่แล้วเขาก็ทำให้ผมหนักใจ เพราะเธอซื้อข้าวของแล้วเธอก็กลับให้แม่ค้าหรือแคชเชียร์นำข้าวของเหล่านั้นใส่ถุงพลาสติกของห้างฯ เหมือนเดิม แล้วเธอจึงนำมาใส่ในถุงผ้าอีกต่อหนึ่ง ดูสวยงามขึ้นเท่านั้น เป็นอันว่าไม่ได้ช่วยประหยัดพลังงานเลยจ๊ะ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในช่วงที่ผมงุนงงกับกระแสใช้ถุงผ้าในบ้านเรา ผมก็เห็นประเทศจีนเขามีนโยบายเกี่ยวกับถุงพลาสติกที่เก๋กู้ดเริ่ดมากครับ โดยเขาเอาเรื่องจ่ายเงินค่าถุงพลาสติกเป็นตัวตั้ง (ผมว่าถ้าแม่ค้าหรือห้างฯ ในบ้านเราเอามาใช้ก็คงได้ผล) นั่นก็คือถ้าหากคุณแม่บ้านหรือนักช้อบปิ้งคนใดยังจะให้เขานำเอาข้าวของใส่ถุงพลาสติกดังเดิมก็ต้องจ่ายเงินค่าถุงพลาสติกมา (เดิมไม่มีการคิดค่าถุงพลาสติก เหมือนบ้านเรานั่นแหละครับ) เป็นไงนะเหรอครับ คุณผู้อ่านก็รู้ว่าคนจีนเป็นคนที่ประหยัดแค่ไหน ส่วนใหญ่เขาก็ไม่เอาถุงพลาสติกครับ เขาก็นำเอาตะกร้าหรือถุงผ้าติดตัวไปจากบ้านหรือที่ทำงานก่อนไปซื้อสินค้าครับ<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประหยัดพลังงาน...นุ่งห่มน้อยชิ้น&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผมลองถามลูกน้องและเพื่อน ๆ ดูว่าถ้าในหน้าร้อนไม่ให้เปิดแอร์ เขาจะมีวิธีคลายร้อนกันแบบไหน (ผมต้องบอกลูกน้องว่า แค่สมมุติไม่ใช่ทำจริง...กลัวเขาจะลาออก เพราะคิดว่าผมอาจเลิกเปิดแอร์ในหน้าร้อน) คำตอบแรก ๆ เป็นเรื่องการนุ่งห่มครับ โดยส่วนใหญ่ตอบว่า ให้ใส่เสื้อผ้าให้น้อยชิ้นเข้าไว้ จะได้ไม่ร้อน แล้วยิ่งเป็นหนุ่ม ๆ ก็จะตอบว่ายิ่งดูสาว ๆ สวย ๆ แต่งตัวน้อยชิ้นก็ยิ่งช่วยคลายร้อนได้อีกเยอะ (แต่จะมีคดีอย่างอื่นมาแทน เช่น ข่มขืน พรากผู้เยาว์ ฯลฯ)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนั้น ยังมีวิธีการคลายร้อนแบบง่าย ๆ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่บรรพบุรุษไทยเราใช้มาแต่โบราณสังเกตจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของคนโบราณสิครับ เช่นการคาดผ้าแถบ การสวมเสื้อคอกระเช้าของผู้หญิง หรือแม้แต่การเปลือยกายท่อนบนของคุณผู้ชาย แต่นี่เป็นวิธีการในสังคมสมัยนั้นที่ใคร ๆ ก็แต่งตัวอย่างนี้ แต่ถ้าปัจจุบันคุณผู้อ่านจะใช้วิธีการนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวด้วยนะครับ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ออกไปนอกบ้าน เพราะอาจกลายเป็นเป้าสายตาหรือเป็นเหยื่อของคดีอนาจารหรือคดีข่มขืนได้นะครับ เอาเป็นว่าไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่หนาเตอะ สวมใส่เสื้อผ้าไม่รุ่มร่าม และควรเป็นเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าแบบระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้ายก็น่าจะคลายร้อนได้อย่างปลอดภัยครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ร้อนมาก...เลยถอด<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สำหรับคุณผู้อ่านที่สวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น (รวมทั้งแทบจะไม่สวมใส่เลย) ในเขตพื้นที่บ้านเรือนของคุณ โดยปิดประตู หน้าต่าง ลงกลอนอย่างมิดชิดแบบนี้เป็นสิทธิของคุณ แต่ถ้าหากคุณร้อนมาก ๆ ก็เลยเปลือยท่อนล่างแล้วลงมาเดินเล่นรับลมให้นางไม้ทั้งหลายสะดุ้ง หรือไม่ก็อาบน้ำหมาแมว รดน้ำต้นไม้ให้ชาวบ้านร้านตลาดเห็น แบบนี้เผลอ ๆ เพื่อนบ้านคุณอาจจะไปแจ้งความกับตำรวจให้มาดำเนินคดีกับคุณในข้อหาฐานกระทำการลามก ในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 388 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาทถ้วน คุณอาจจะเห็นว่าเงินค่าปรับไม่เท่าไหร่ แต่คิดดูสิครับรับรองว่าทั้ง &ldquo;สะเก็ดข่าว&rdquo; &ldquo;เก็บตก&rdquo; &ldquo;เรื่องแปลก&rdquo; ฯลฯ คงมาทำข่าวของคุณนำไปออกอากาศ คราวนี้คนในครอบครัวคุณหลายคนคงคิดอยากเปลี่ยนนามสกุลที่มีญาติเพี้ยนเพราะอากาศร้อนเป็นแน่<br>
คลายร้อน...ด้วยการว่ายน้ำ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ช่วงเวลาในฤดูร้อนนั้นกิจกรรมที่จะขาดไม่ได้คือการท่องเที่ยวชายทะเล เพื่อไปนั่งมองทะเลให้ชื่นใจ มองไปสุดลูกหูลูกตาก็มีแต่น้ำทะเลสีคราม นอกจากนี้การลงไปเล่นน้ำทะเลก็ช่วยคลายร้อนคลายเครียดได้มากทีเดียวนะครับ ส่วนคนที่ไม่มีเวลาเดินทางไปท่องเที่ยวตามจังหวัดชายทะเล ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการไปว่ายน้ำตามสระว่ายน้ำต่าง ๆ ซึ่งการไปว่ายน้ำตามสระว่ายน้ำนั้นก็ต้องใช้ชุดว่ายน้ำนะครับ จะนุ่งกระโจมอกหรือผ้าขาวม้าลงสระคงถูกไล่ตะเพิดแน่<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หันมาดูการให้ความหมายของคำว่าชุดว่ายน้ำนะครับ ในวีกิพีเดีย สารานุกรมเสรีเขาให้ความหมายว่าชุดว่ายน้ำเป็นเครื่องแต่งกายที่ออกแบบมาเพื่อใช้สวมใส่สำหรับการว่ายน้ำ ชุดว่ายน้ำอาจจะเป็นประเภทแนบเนื้อหรือแบบหลวม มักผลิตจากผ้าที่เปียกน้ำแล้วจะไม่โปร่งใส ชุดว่ายน้ำส่วนใหญ่จะมีการเปิดเผยร่างกายให้มากเท่าที่จะทำได้โดยไม่เปลือย และโดยทั่วไปจะมีการปกปิดอวัยวะเพศและปกปิดปทุมถันของคุณผู้หญิงครับ ซึ่งสำหรับกฎหมายไทยก็จะใช้คำนิยามนี้เป็นตัวตัดสินว่าชุดว่ายน้ำนั้นจะอนาจารหรือไม่ก็คือจะไม่อนาจารก็ต้องปกปิดอวัยวะเพศและหน้าอกหน้าใจนะครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แสดงความรัก...ในที่สาธารณะ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้อ่านที่เป็นสาวเปรี้ยวปรี้ดหรือหนุ่มนักรักต้องระมัดระวังก็คือการพลอดรักกับคู่รักตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เช่น เกาะแก่งสาธารณะ (ไม่ใช่เกาะส่วนตัวที่คุณสามารถปิดการเข้าออกของบุคคลทั่วไปได้นะครับ) ที่คุณหนุ่ม ๆ สาว ๆ มักจะไปท่องเที่ยวเพื่อฮันนีมูนหรือพักผ่อนหย่อนใจ หรือแม้แต่ตามสระน้ำสาธารณะ (ยามดึก ๆ ที่คุณอาจเห็นว่าไม่น่ามีผู้คนมาว่ายน้ำแล้ว) ซึ่งแม้คุณคิดว่าคุณไม่แคร์สายตาผู้คน จึงกอดจูบลูบคลำคู่รักคุณตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ (ไม่จำกัดแค่สระน้ำหรือเกาะแก่งสาธารณะนะครับ) กฎหมายจำเป็นต้องปกป้องผู้คน โดยเฉพาะเยาวชนไทยไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง จึงมอบข้อหาการกระทำอันควรขายหน้าหรือกระทำการลามกให้กับคุณทั้งคู่เช่นกัน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไม่ว่าคุณผู้อ่าน Lisa จะร้อนกายร้อนใจแค่ไหน ก็ต้องระมัดระวังกายใจไม่ให้กลายเป็นเหยื่อของอุณหภูมิรอบกายนะครับ ถ้าคุณร้อนมากก็พักผ่อนบ้าง เหตุนี้แหละครับที่ราชการหรือหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ ของบ้านเราซึ่งมีวันหยุดสำหรับคนทำงานที่เรียกว่า &ldquo;ลาพักร้อน&rdquo; ลองใช้วันหยุดนี้ตามนิยามของมันจริง ๆ สิครับ<br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@</font>
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>คุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย (Lisa ฉ.16/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=43</link>
<description><p>
<font size="3">คุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย (Lisa ฉ.16/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก่อนการเขียนต้นฉบับ Lisa ฉบับนี้ ผมวางแผนไว้ว่าจะเล่าถึงรายละเอียดของกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ ธ.ค.2550 และคาดว่าจะมีการบังคับใช้ประมาณเดือน พ.ค.2551 (เดือนแห่งวันแรงงาน 5 พ.ค.2551 พอดีเลยครับ) หลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตามเมื่อ 13 มี.ค.2551 ครม.ชุดปัจจุบัน (ท่านนายกฯ สมัคร 1 ) ก็มีมติให้นำกฎหมายจำนวน 20 ฉบับ (หนึ่งในนั้นมี พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่อยู่ด้วย) ที่ออกโดย สนช.กลับไปพิจารณาใหม่ โดยให้แต่ละกระทรวงที่เป็นเจ้าของเรื่องนำไปปรับปรุงใหม่ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหตุผลที่รัฐบาลระบุว่าจำเป็นต้องยังยั้ง พรบ.เหล่านี้เพื่อทบทวนก่อนก็เพราะเนื่องจากมี พรบ.บางฉบับที่เจ้ากระทรวงยังไม่ได้รับทราบเนื้อหาของกฎหมาย ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานได้ นอกจากนี้ พรบ.บางฉบับ ที่ประชุม สนช. ไม่ครบองค์ประชุม จึงจำเป็นต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ เอาเป็นว่าเมื่อยังไม่มี พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ เราก็มาพูดคุยกันในเนื้อหาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และ พรบ.คุ้มครองแรงงาน ปี พ.ศ. 2541 ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมานะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สัญญาจ้าง...ไม่ต้องมีแบบ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เวลาที่คุณผู้อ่านหรือลูกจ้างแรงงานทั้งหลายไปเข้าทำงานใหม่ ๆ เขาก็จะมีสัญญาการจ้างงานให้ลงนามใช่ไหมครับ แต่แท้จริงแล้วสัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาไม่มีรูปแบบ ดังนั้นเพียงแค่มีการตกลงกัน คือ มีคำเสนอและคำสนองตรงกัน แม้เพียงจะทำกันด้วยวาจา ด้วยคำพูดตกลงกันว่าจะให้เงินเดือน หรือค่าจ้างเท่านั้นเท่านี้ ด้วยเงื่อนไขเช่นไร สัญญาก็เกิดขึ้นครบบริบูรณ์แล้วครับ โดยประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า &quot;อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้&rdquo; <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากบทบัญญัติของมาตรานี้ มีข้อพิจารณาต่อเนื่องก็คือสัญญาจ้างมีลักษณะเป็นสัญญาเฉพาะตัวของคู่สัญญานะครับ คือเมื่อมีการยินยอมพร้อมใจกันโดยถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดทำการฝ่าฝืน อีกฝ่ายหนึ่งก็จะบอกเลิกเสียก็ได้ นอกจากนี้นายจ้างก็มีอำนาจในการบังคับบัญชาลูกจ้าง โดยลูกจ้างมีหน้าที่ต้องรับฟังคำสั่งและปฏิบัติตาม ซึ่งต่างกับสัญญาจ้างทำของที่นายจ้างไม่มีอำนาจบังคับลูกจ้างนะครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นที่สำคัญของของสัญญาจ้างแรงงานอยู่ที่ลูกจ้างจะทำงานตามที่ว่าจ้างนั้นสำเร็จหรือไม่ ลูกจ้างก็มีสิทธิจะได้รับสินจ้าง ซึ่งกรณีนี้ใช่ว่าจะทำให้ฝ่ายนายจ้างเสียเปรียบเสียทีเดียว เพราะหน่วยงานหรือห้างร้าน บริษัทฯ ก็มีขั้นตอนของการทดลองงาน นอกเหนือจากการประเมินก่อนเข้าทำงานว่าลูกจ้างคนนั้น ๆ น่าจะมีความสามารถเพียงพอในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายหรือไม่&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทดลองงาน...ขั้นตอนสำคัญ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะทดลองงานไม่เกิน 4 เดือน (120 วัน) ครับ เพราะต้องการเลี่ยงข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ปี 2541 เนื่องจากหากคุณทดลองงาน หรือทำงานครบ 4 เดือนขึ้นไปแล้ว เมื่อเขาเลิกจ้างคุณโดยที่คุณไม่มีความผิด บริษัท ฯ หรือนายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยแก่คุณ ซึ่งในกรณีที่คุณทำงาน 4 เดือน - 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินค่าจ้าง 1 เดือนครับ นอกจากนี้ การผ่านหรือไม่ผ่านทดลองงาน เขาก็ต้องแจ้งให้คุณทราบล่วงหน้าด้วยนะครับ เพราะ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ระบุว่า การบอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกจ้างงานต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน นอกจากนี้การที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานปี 2541 คุ้มครองครอบคลุมทั้งลูกจ้างรายวัน และรายเดือน ดังนั้นหากเขาจ่ายเงินค่าจ้างคุณเป็นงวด 7 วัน 15 วัน 1 เดือน ฯลฯ เขาก็ต้องแจ้งว่าคุณไม่ผ่านการทดลองงานก่อนงวดสุดท้าย 1 งวดค่าจ้างนั้นนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความผิดที่ไม่ต้อง...บอกเลิกจ้าง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานปี 2541 มาตรา 17 ที่นายจ้างไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวการเลิกจ้าง (แม้ว่าคุณจะทำงานกับเขามากี่วันกี่ปีก็ตาม) ถ้าหากคุณทำผิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไปนี้ คือ ทุจริตต่อหน้าที่หรือทำความผิดทางอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว หรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เป็นไงครับแต่ละการกระทำร้ายแรงทั้งนั้นใช่ไหมครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เงินชดเชย&hellip;การเลิกจ้าง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บางขณะชีวิตคุณอาจพลิกผัน ประเภททำงานอยู่ดี ๆ บริษัทฯ ก็บอกเลิกจ้าง โดยที่คุณไม่ได้ทำผิดอะไรเลย (แค่แอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์วันละ 15 นาทีเอง) อย่ากังวลไปครับเพราะกฎหมายแรงงานก็คุ้มครองคุณโดยให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้าง ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากนายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้างก็จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดค่าจ้าง และถ้าหากเป็นการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างด้วยอีกกรณีหนึ่ง ดังนั้น ถ้าคุณถูกเลิกจ้างโดยนายจ้างมิได้บอกกล่าวให้คุณทราบล่วงหน้า อย่างนี้นายจ้างก็ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวเท่ากับ 1 งวดค่าจ้างด้วยครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ถ้าหากลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 4 เดือน ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน และถ้าลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 1 ปี ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 90 วัน ถ้าลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 3 ปี ก็ต้องจ่ายค่าชดเชย 180 วัน ถ้าลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 6 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชย 240 วัน และถ้าลูกจ้างทำงานมาเกินกว่า 10 ปี ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 300 วัน ดังนั้น เมื่อคุณมีค่าจ้างที่แน่นอนก็สามารถที่จะคำนวณค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวและค่าชดเชยได้ตามกฎหมาย โดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างแน่นอนครับ<br>
&nbsp;สิทธิตาม...กม.แรงงานสัมพันธ์<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลาย ๆ คนเคยถามผมถึงเรื่องกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่จัดให้มีขึ้นเพราะต้องการคุ้มครองการใช้สิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งได้แก่การใช้สิทธิในการแจ้งข้อเรียกร้อง การเจรจา การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การเข้าร่วมในการไกล่เกลี่ยของพนักงาน การประนอมข้อพิพาทแรงงาน การเข้าร่วมในการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือการนัดหยุดงาน รวมทั้งการใช้สิทธิของลูกจ้างในการก่อตั้งสหภาพแรงงาน การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งโดยปกติการกระทำดังกล่าวมักถูกมองจากฝั่งนายจ้างว่ากระทบต่อประโยชน์ของนายจ้าง เพราะขัดขวางการดำเนินกิจการหรือการบริหารกิจการของนายจ้าง รวมทั้งกิจกรรมของสหภาพแรงงานในหน่วยงานย่อมทำให้นายจ้างไม่พอใจ เพราะอาจทำให้อำนาจในการบริหารงานบุคคลลดน้อยลง ดังนั้นกฎหมายแรงงานสัมพันธ์จึงออกมาปกป้องในกรณีที่นายจ้างอาจจะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวโดยการเลิกจ้าง การลงโทษ หรือการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมทางด้านแรงงานสัมพันธ์ต่อลูกจ้างนั่นเองครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไอทีวี...กรณีตัวอย่าง<br>
&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมมีกรณีตัวอย่างเรื่องการใช้ กม.แรงงานสัมพันธ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างคือพนักงานสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจำนวน 21 คน ในปี 2544 ที่ถูกให้ออกจากงานด้วยเหตุผลที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องการทำงานตามหน้าที่ของสื่อ โดยกลุ่มพนักงาน 21 คนพยายามต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง และเรียกร้องขอคืนสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนไปพร้อม ๆ กัน โดยยื่นคำร้องไปยังคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) ว่าบริษัทไอทีวีโดยผู้บริหารขณะนั้นกระทำการอันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 121 ของพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ (บางส่วน) ที่ว่า &ldquo;ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้างกรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงาน ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานได้นัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้องเจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้องหรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน&hellip;&rdquo;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ครส. วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้บริหารของไอทีวีไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกเลิกจ้าง และสั่งให้รับพนักงานทั้ง 21 คนกลับเข้าทำงานเช่นเดิม ทางไอทีวีไม่ยอมและได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่ง ครส. แต่ในวันที่ 26 กันยายน 2545 ศาลก็ยังพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งของ ครส. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงพิพากษายกฟ้อง อย่างไรก็ตามผู้บริหารไอทีวียังไม่หมดความพยายามได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางอีกครั้ง จนมาถึงวันได้เฮของคนทำงาน โดยในวันที่ 8 มีนาคม 2548 หลังจากใช้เวลาพิจารณาคดีนานกว่า 2 ปี ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลางให้รับพนักงานทั้ง 21 คนกลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานซึ่งยืดเยื้อยาวนานถึง 4 ปีเต็มครับ นี่แหละครับตัวอย่างของคดีแรงงานสัมพันธ์ และเป็นคดีประวัติศาสตร์ของคนทำงานด้วยเช่นกันครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สาระร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน...ที่แท้งก่อนคลอด<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แหมน่าเสียดายจริง ๆ ครับ ที่ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่จำเป็นต้องแท้งไป (บางคนก็บอกว่าผิดที่ระบบการตรวจเช็คชื่อ) เอาหล่ะครับไม่ว่าจะผิดพลาดตรงไหน ผมก็อยากบอกเล่าให้คุณผู้อ่านทราบคร่าว ๆ ว่ากฎหมายฉบับนี้กระทรวงแรงงานได้มีการเสนอร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพัฒนากฎหมายของกระทรวงแรงงานประจำปี 2550 จำนวน 7 ฉบับ ตามแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวงแรงงาน โดย พรบ.คุ้มครองแรงงานที่ถูกระงับไปนี้นมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องอัตราค่าจ้างประจำปีที่ต้องดูแลตามมาตรฐานซึ่งแรงงานที่มีฝีมือไม่ต้องรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แต่จะได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ให้สอดคล้องกับทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถของลูกจ้าง ใครมีฝีมือระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ตามที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดจะได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงาน <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงแก้ไขให้คณะกรรมการค่าจ้างมีอำนาจกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการค่าจ้าง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น แก้ไขเพิ่มเติมกระบวนการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้าง เพิ่มเติมหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง ให้จัดทำแผนพัฒนาระบบค่าจ้างและรายได้ของประเทศเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างด้วย ไม่เป็นไรครับโอกาสหน้าฟ้าใหม่ยังมี เพียงแค่ความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้นเอง แต่สาระสำคัญนั้นผมคิดว่ากระทรวงแรงงานคงจะปรับแก้ตามความเหมาะสมของสภาพบ้านเมืองต่อไปครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมเข้าใจว่า Lisa ฉบับนี้คงจะออกวางแผงในช่วงประมาณวันแรงงาน (1 พ.ค. 2551) ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานในภาคส่วนไหน รวมทั้งแรงงานจากต่างชาติ รับรองได้เลยครับว่าคุณได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายไทยอย่างแน่นอน สำคัญเพียงแค่ว่าคุณทำงานด้วยความสุจริตและทำงานอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าใครก็ไม่ทอดทิ้งคุณหรอกครับ<br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@</font>
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ฉลองครบรอบ 9 ปี Lisa (Lisa ฉ.12/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=42</link>
<description><p>
<font size="3">ฉลองครบรอบ 9 ปี Lisa (Lisa ฉ.12/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;และแล้วก็ครบ 9 ปีแล้วนะครับ สำหรับนิตยสารเพื่อคุณผู้หญิงที่ทั้งสวย เปรี้ยว เก่ง ฉลาด และแสนดีอย่าง Lisa ซึ่งในวาระโอกาสแห่งความสุขและกำลังใจที่คุณผู้อ่านให้กับพวกเราตลอด 9 ปี เช่นนี้ก็เหมือนกับ 9 ปีของการรู้จักคุณผู้อ่านว่า คุณเป็นใคร ทำอะไร ที่ไหน มีวิถีชีวิตอย่างไร ที่สำคัญคุณต้องการอะไร ทางทีมงานก็จะจัดหาให้ตามนั้นเลยครับ เพราะคุณผู้อ่านคือหัวใจของเราครับผม ผมในฐานะคอลัมน์นิตส์ Woman &amp; Law ก็อยากจะรวบรวมเรื่องราวเด่น ๆ ที่คุณผู้อ่านควรจะทราบไว้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแบบสาว ๆ ยุคปี 2008 ครับผม<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เลข 9...สัมพันธ์แนบแน่น&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คุณผู้อ่านที่แต่งงานแล้ว หรือมีแฟนมาแล้ว 9 ปี ลองคิดดูนะครับว่าความสัมพันธ์คุณเป็นอย่างไร ปีที่ 9 ของการแต่งงานนี่ สำคัญเลยนะครับ เพราะผ่านช่วงเวลา &ldquo;7 ปี&rdquo; ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความเบื่อหน่ายหลังพ้นช่วงเวลา promotion ข้าวใหม่ปลามัน อดทนอดกลั้นและยอมรับซึ่งกันและกันแล้ว (คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่า ช่วงเวลา promotion แค่ 3 ปีแรกเท่านั้นจ๊ะ) <br>
ส่วนคนโสดทั้งหลาย ก็ลองนึกถึงเพื่อนสนิทสักคนที่คบหาคุณมาเป็นเวลา 9 ปี ดูสิครับว่าเขากับคุณนั้นซี้ปึ๊กกันแค่ไหน ประเภทที่ว่าถ้าเลิกกับแฟนเมื่อไหร่ ก็ต้องเรียกบรรดาเพื่อนเลิฟมาชุมนุมกันปลอบใจเรา ประณามอดีตคนรัก ดื่มกินให้หายบ้าเลยแหละครับ จำไว้ว่าดื่มนอกบ้านเมื่อเมาแล้วอย่าขับเพราะจะถูกจับปรับ และอย่าสูบบุหรี่ในบริเวณพื้นที่สาธารณะ เช่น ในผับบาร์ เพราะมีกฎหมายมาควบคุมแล้ว โดยจะเริ่มจับปรับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 แล้ว ส่วนดื่มกินภายในบริเวณบ้าน ก็อย่าให้ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านเขานะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เลข 9...เลขมงคล&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้นิตยสาร Lisa จะเป็นสิ่งพิมพ์ร่วมสมัย แต่เมื่อผลิตเพื่อขายคนไทย ไหนเลยผมจะละเลยการพูดถึงเลข 9 อันเป็นเลขมงคลของไทย ซึ่งแม้ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แต่ก็เกี่ยวกับความคิดความเชื่อของคนไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตของเราครับ ซึ่งจากการค้นคว้าและไต่ถามบรรดากูรูเรื่องความเชื่อทั้งหลาย ก็ได้ความมาว่า เลข 9เป็นเลขมงคลด้วยเหตุผล 6 ประการที่น่าสนต่อไปนี้ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &amp; เสียงของคำว่า เก้า พ้องกับเสียงของคำว่า ก้าว ซึ่งมีความหมายไปในทางบวก คือความก้าวหน้า<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &amp; ตัวอักษรตัวที่ 9 ของภาษาอังกฤษคือตัว I แปลว่า &ldquo;ฉัน&rdquo; และตัวอักษรตัวที่ 9 ของภาษาไทยคือ ฉ.ฉิ่ง ก็อาจจะหมายถึงคำว่า &ldquo;ฉัน&rdquo; ด้วยก็ได้ (อย่าคิดเป็นอย่างอื่นครับ)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &amp; เลขเก้าของตัวเลขไทยคือ ๙ ไปบังเอิญเขียนคล้ายกับคำว่า โอม ในภาษาฮินดู ซึ่งแปลว่า จักรวาล<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &amp; เลขเก้าเป็นเลขของจักรวาลเพราะ สุริยจักรวาลของเราก็มีดาวเคราะห์อยู่ 9 ดวง&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &amp; เลข 9 กับเลข 6 เป็นภาพกลับด้านซึ่งกันและกัน อาจหมายถึงเป็นภาพสะท้อนกลับนั่นหมายถึงเป็นสิ่งที่มีความหมายตรงกันข้าม โดยคนตะวันตกเชื่อว่า เลข 6 เป็นเลขของภูตผีปีศาจและซาตาน ตรงกันข้ามกับ เลข 9 ซึ่งคนไทยเชื่อว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่เป็นมงคล&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &amp; เลข 9 นั้นถ้านำไปคูณกับเลขอะไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะเป็น 9 ทุกครั้งไปครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์&hellip;9 ปีที่รอคอย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมามีกฎหมายที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับคุณผู้อ่าน Lisa ที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็คือ กฎหมายเพื่อปกป้องผู้ใช้คอมพิวเตอร์และเอาผิดกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ซึ่งใช้เวลาเริ่มร่างกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540-2541 แต่เพิ่งได้รับการประกาศใช้ประมาณปลายปี 2550 หลังจากรอคอยมา 9 ปี โดยก่อนหน้านั้นจะใช้กฎหมายอื่นที่ใกล้เคียงพิจารณาความผิดครับ ซึ่งเนื้อหาของ พ.ร.บ.นี้เขากำหนดความผิดทางคอมพิวเตอร์ตั้งแต่การเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท (ปกติคอมพิวเตอร์ก็จะมี User มีหมายเลข Pin ซึ่งก็คล้ายกับประตูหน้าต่างที่จะเปิดหรือผ่านเข้าไปในบ้านของใครต่อใคร แต่เมื่อคุณเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเขาโดยมิชอบ ก็เหมือนการบุกรุกเข้าไปในบ้านของคนอื่นโดยที่เขาไม่อนุญาต) นอกจากนั้นการแก้ไขหรือทำลายข้อมูลของผู้อื่น จนทำให้มีผลทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือชีวิตมีโทษจำคุก 10-20 ปี เลยทีเดียวนะครับ&nbsp;&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่านที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวก็ควรต้องระมัดระวังความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ด้วยนะครับ เพราะเขาห้ามยอมความ เนื่องจากต้องการปกป้องเด็กและเยาวชนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะ ซึ่งทุกวันนี้เด็ก ๆ และเยาวชนเหล่านั้นมีสถิติการเข้ามาใช้อินเตอร์เน็ตกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน ส่วนการเขียนแสดงความคิดเห็น (ในทางใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น) ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ก็ต้องคอยระมัดระวังนะครับ เพราะโทษตาม &ldquo;พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&rdquo; สูงกว่าโทษหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาหรือเผยแพร่ภาพลามกอนาจารตามกฎหมายอาญา เช่น เดิมคุณกล่าวหาผู้อื่นทางเว็บบอร์ดคุณอาจมีโทษหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามกฎหมายอาญาคือจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท แต่ความผิดหมิ่นประมาทชนิดเดียวกันนี้ (รวมทั้งการใส่ภาพตัดต่อลงในเว็บทำให้ผู้อื่นเสียหาย) ตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คุณจะมีโทษเพิ่มเป็นจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาทเลยนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนใครที่นึกครึ้มอกครึ้มใจแล้วแสดงโชว์หวิว หยิว ซี้ดส์ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย อย่างเช่นการโชว์ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า &ldquo;แคมฟร็อก&rdquo; ที่ระบาดในบ้านเราเมื่อปี 2549 ผู้ที่ทำความผิดแสดงโชว์เซ็กซ์ออนไลน์รวมทั้งเจ้าของเว็บไซต์ที่รู้ว่ามีการกระทำความผิด ก็ต้องรับโทษของการเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสม คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท อีกด้วยนะครับ<br>
&nbsp;9 เดือนที่อุ้มท้อง...สิทธิของแม่<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันมีคู่สามีภรรยาหลายคู่ที่ไม่ต้องการผูกมัดทางกฎหมาย แต่พอเพียงแค่คนสองคนไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีความรักความผูกพันให้กัน มีสังคมครอบครัวที่อยู่รอบข้างรับทราบรับรู้ร่วมกัน แค่นั้นก็เป็นความรักในทัศนะของเธอกับฉันแล้ว แต่เมื่อมีพยานรักคือมี &ldquo;ลูก&rdquo; นี่สิครับ กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะในทางกฎหมายแล้วเด็กต้องมีพ่อมีแม่นะครับ ไม่ได้เกิดจากการแบ่งตัวแบ่งเซลล์มาจากพ่อหรือแม่สักหน่อย แต่เนื่องจากแม่เป็นคนอุ้มท้องลูกมาถึง 9 เดือน กฎหมายจึงถือว่าเด็กคนนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้หญิงทันที ดังนั้นเมื่อสามีภรรยาไม่จดทะเบียนสมรสกัน อำนาจการปกครองเด็ก หรืออำนาจในการกำหนดถิ่นที่อยู่อาศัย ล้วนเป็นอำนาจของแม่เพียงคนเดียว ยกเว้นถ้าหากพ่อไปจดทะเบียนรับรองบุตรหรือรับรองบุตรโดยพฤตินัย ลูก ๆ ก็จะได้มีสิทธิรับมรดกของพ่อ และพ่อก็สามารถใช้สิทธิปกครองลูกได้ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องหนี้สิน...ของคู่สมรส<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องหนึ่งที่สาว ๆ ผู้อ่าน Lisa หลายคนไต่ถามผมมาตลอด ก็คือหนี้สินก่อนและหลังสมรส ซึ่งโดยปกติการแต่งงานและจดทะเบียนสมรสระหว่างสามี-ภรรยา ไม่ได้หมายความว่า &ldquo;เธอกับฉันต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นหนึ่งเดียวกัน เธอมีหนี้ฉันก็ต้องมีหนี้&hellip;ฉันเป็นหนี้เธอก็ต้องร่วมรับผิดชอบ&rdquo; ไม่ใช่เลยครับ เพราะการเป็นหนี้เป็นสินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อนหรือระหว่างสมรสนั้นนะครับ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1488 กำหนดให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน แต่เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้นเท่านั้นครับ ดังนั้นหากคุณผู้อ่านที่แต่งงานไปแล้วเกิดตกอกตกใจเมื่อมาพบว่า สามีภรรยาของตนพกหนี้มาด้วย แถมยังปกปิดไม่ยอมบอกความจริงอีก&hellip;ไม่ต้องกลุ้มใจครับ ใครก่อหนี้ไว้คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบครับ และถ้าไม่พอก็ถึงจะมาแบ่งจากสินสมรสในส่วนของฝ่ายผู้ก่อหนี้นั่นแหละครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนั้นการแอบไปมีหนี้สินหรือทำนิติกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับสินสมรส ที่สามีและภรรยาต้องจัดการ ร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ให้กู้ยืมเงิน ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี หรือนำทรัพย์สินไปเป็นหลักประกันต่อศาล ฯลฯ ซึ่งหากคุณมีสามีหรือภรรยาแบบทำอะไรไม่เคยปรึกษา โดยเขาหรือเธอไม่ได้บอกอะไรคุณเลยว่าได้เอาสินสมรสไปทำอะไร คุณไม่ทราบ ไม่รู้เห็น และไม่มีการลงนามยินยอมจากคุณเลย ท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1480 ก็จะช่วยให้คุณสามารถฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่คุณต้องฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปีหลังจากทราบความจริง หรือภายใน 10 ปีหลังจากการทำนิติกรรมนั้นนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เว้นเสียแต่ว่าคุณกลับไปให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว เช่นแสดงเจตจำนงรับสภาพหนี้ หรือในขณะทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เช่นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินซึ่งเป็นสินสมรส แต่เขาเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นสินส่วนตัว จึงยอมมอบเงินตามมูลค่าการจำนองที่ดินผืนนั้นให้แก่สามีหรือภรรยาตัวดีของคุณไป โดยที่คุณไม่ทราบ แบบนี้ก็ไม่สามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้นะครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่อง...ฆ่าคู่สมรส<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าคดีคลาสสิค 2 คดีที่น่าสนใจ แต่บังเอิญเป็นเรื่องลักษณะเดียวกันแต่แตกต่างกันในแง่มุมของกฎหมาย คือคดีฆ่าภรรยา 2 คดี คดีแรกจำเลยคืออดีตนายแพทย์โรงพยาบาลชื่อดัง ส่วนคดีที่สอง จำเลยคืออดีตอาจารย์สถาบันการศึกษาที่สอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาเหตุที่ 2 คดีนี้น่าสนใจคือโทษฆ่าคนตาย (ภรรยา) เหมือนกัน แต่ศาลตัดสินลงโทษต่างกันครับ เพราะคดีของอดีตนายแพทย์โรงพยาบาลชื่อดังฆ่าอดีตภรรยาเพราะไตร่ตรองไว้ก่อน โดยมีการวางแผนโทรศัพท์พาภรรยาไปทานข้าวจนลวงไปฆ่าแถมหั่นศพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วทิ้งชักโครกแบบนี้ศาลตัดสินประหารชีวิตลูกเดียวครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะที่คดีของอดีตอาจารย์ที่ใช้ไม้กอล์ฟหวดภรรยาจนเสียชีวิตนั้น เกิดจากอาการหึงหวงที่ภรรยาแอบไปกินเหล้ากับกิ๊ก และคุณภรรยายังพูดจาท้าทายสามีให้หย่าขาด แถมดูถูกเหยียดหยามสามีอีก แบบนี้เลยส่งผลให้สามีบันดาลโทสะคว้าไม้กอล์ฟมาหวดภรรยา แต่ต่อมาสามีก็ได้สติพาภรรยาส่งโรงพยาบาล แต่ก็ช่วยชีวิตเธอไว้ไม่ได้ เห็นไหมครับว่ารายละเอียดของคดีหลังแตกต่างจากคดีแรก ทำให้ศาลพิจารณาลดโทษให้แก่จำเลย ที่ผมต้องย้ำว่าเรื่องนี้น่าสนใจ ก็เพราะอยากให้ความกระจ่างถึงมูลเหตุจูงบใจในการกระทำความผิดและการพิจารณาความ&nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์ของทั้งภรรยาและสามีที่นิยมยั่วโมโหคู่สมรสครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่าน Lisa บางท่านอาจจะงง ๆ ว่าผมขึ้นต้นคอลัมน์ฉบับนี้ด้วยเลขมงคล แต่ไหงจบลงด้วยเรื่องเศร้า ๆ โหด ๆ ของคู่สามีภรรยา ขอเรียนว่าโลกกลวง ๆ ใบนี้มี 2 ด้านครับ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองมันด้วยความเข้าใจหรือไม่ ผมในฐานะคนเขียนคอลัมน์ Woman &amp; Law ก็จำเป็นต้องตีแผ่เหตุการณ์ทั้งแง่มุมงดงามและแง่มุมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นบทเรียนในการใช้ชีวิตของคุณและผมต่อไปครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</font>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>ใช้ชีวิตให้สมดุล...ปราศจากคดีความ (Lisa ฉ.20/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=41</link>
<description><p>
<font size="3">ใช้ชีวิตให้สมดุล...ปราศจากคดีความ (Lisa ฉ.20/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่าน Lisa รู้สึกไหมครับว่าปัจจุบันคนไทยประหยัดกันมากขึ้น ประหยัดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนะครับ เพราะหลังจากทั้งน้ำมัน ข้าวของทุกอย่าง แม้แต่ข้าวสาร สินค้าที่เป็นพืชผลหลักทางการเกษตรเราราคาสูงพรวดพราด มนุษย์เงินเดือนเอย คนหาเช้ากินค่ำเอยเวลาซื้อข้าวสารก็ปาดเหงื่อซิก ๆ แล้วครับ ลูกน้องผมคนหนึ่งมันกวนมากครับ มันเคยถามแม่ค้าว่า แค่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ไปเกี่ยวกับราคาข้าวสารได้อย่างไร ใช้น้ำมันปลูกข้าวสารหรือไง แม่ค้าหันมามองหน้าแล้วตอบกลับมาว่า &ldquo;ไม่ได้ใช้น้ำมันปลูกหรอกจ๊ะ แต่ใช้ที่ดินแถวบ่อน้ำมันปลูก&rdquo; แหมแม่ค้าก็แสบพอกันครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นี่เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตในยุคนี้นะครับ ซึ่งถ้าหลายคนไม่ปรับตัว ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม คงเกิดปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น เผลอ ๆ เป็นคดีความขึ้นโรงพัก ขึ้นศาลเสียเวลาใช้ชีวิตอีก ดังนั้นหันมาใช้ชีวิตให้สมดุลปราศจากคดีความกันเถอะครับ<br>
ใช้ชีวิตให้สมดุลคืออะไร<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จริง ๆ แล้วเรื่องใช้ชีวิตให้สมดุลนั้น คนไทยหรือคนทางฝั่งประเทศทางตะวันออกกระทำกันมาตลอดครับในนามของ &ldquo;ทางสายกลาง&rdquo; ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพการงาน ชีวิตครอบครัว ชีวิตในสังคม ตลอดจนชีวิตส่วนตัว แต่สำหรับคนทางตะวันตกแบบยุโรปและอเมริกา เพิ่งจะหันมาสนใจเมื่อไม่กี่ปีนี้ หลังจากบ้านเมืองเขาพัฒนาไปสุดทางจนเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาโลกร้อน และปัญหาทางสภาพจิตอย่างทุกวันนี่แหละครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมมองง่าย ๆ แบบ อ.ประมาณนี่แหละครับว่า ชีวิตใครจะสมดุลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการแบ่งเวลา แบ่งจิตใจ แบ่งความคิดไม่ให้หมกมุ่นไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือมุ่งมั่นเอาเป็นเอาตายทางใดทางหนึ่งจนชีวิตตึงเครียดและที่สำคัญชีวิตสมดุลในปัจจุบันต้องรู้จักทำใจยอมรับความผิดพลาด ความผิดหวังด้วยนะครับ เพราะสังคมทุกวันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงง่ายมาก วันนี้คุณอาจเป็นแฟนเขาอยู่ดี ๆ วันพรุ่งนี้เขาอาจไปกับผู้ชายคนใหม่แล้ว ถ้าคุณตีอกชกหัว ไม่รู้จักมองไปที่ส่วนอื่นของชีวิต รับรองพังครับ เช่นเดียวกับบางคนที่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องการงานอย่างเดียวเท่านั้นในชีวิต วันหนึ่งการงานไม่ได้ดั่งใจ อาจถึงขนาดฆ่าตัวตาย หรือฆ่าคู่แข่งได้ ก็พังเช่นกันครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมดุลด้านเศรษฐกิจ...ด้วยชีวิตพอเพียง<br>
&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีตัวอย่างคดีความให้เห็นอยู่เยอะแยะมากมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตด้านเศรษฐกิจแบบไม่สมดุล ประเภทรวยแล้วไม่รู้จักพอ ก็ยังไปฉ้อโกงเขาอีก หรือแม้แต่มีรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายก็ไปก่อคดีความต่าง ๆ เช่นปล้นชิงวิ่งราว หรือไม่ก็รูดบัตรเครดิตจนเกินวงเงิน กลายเป็นปัญหาทวงหนี้ หนีหนี้ ฯลฯ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วง 2 &ndash; 3 เดือนที่ผ่านมา มีคดีคลาสสิคคดีหนึ่งนั่นก็คือเรื่องของ &ldquo;แชร์รถเช่า&rdquo; ต้องเรียนไว้ตามตรงเลยนะครับว่า ผมไม่ได้หมายความว่าคนที่นำรถไปร่วมกับขบวนการนี้ไม่รู้จักความพอเพียงนะครับ เพียงแต่ว่าเป็นเหยื่อของคนที่ฉ้อโกงเท่านั้นเอง เพราะทุกอย่างตามที่จำเลยในคดีนี้จัดวางไว้ ให้เหยื่อซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปตายใจนั้นดูดีจริง ๆ ครับ และคดีนี้ก็อยู่ระหว่างดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกจับได้ และกำลังตามหาคนที่ร่วมขบวนการฐานฉ้อโกงประชาชน (แบบแยบยล) มาลงโทษฐานตามกฎหมาย ดังตัวอย่างเมื่อปลายเดือน มีนาคม 2551 ศาลจังหวัดตลิ่งชัน พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี 5 ได้ยื่นฟ้อง บริษัทพาราไดซ์คาร์เร้นท์&nbsp; นางธัญชนก ดีสันเทียะ นางจรินทร์ เดชทวิรา นางสาวอำภา กาญจนกรัณย์&nbsp; นายชววัฒน์ เกษมณี และนางสาวนัชพร เพ็ญเขตวิทย์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตามคำฟ้องของโจทก์ สรุปว่า ระหว่างวันที่ 20 พ.ค. 50 ถึง วันที่ 30 ม.ค. 51 จำเลยทั้ง 6 ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนี มีเจตนาทุจริตร่วมกันหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยประกาศโฆษณารับเช่ารถยนต์ และชักชวนประชาชนทั่วไปด้วยวาจา ว่าจำเลยที่ 2 เป็น กก.ผจก.บริษัทพีแอนด์ทีซัพพอร์ต จำกัด ตั้งอยู่ย่านบางบอน และยังเป็น ผจก.บริษัทพาราไดซ์คาร์เร้นท์ (จำเลยที่ 1) ซึ่งประกอบธุรกิจจัดให้มีการเช่ารถยนต์สภาพใหม่จากบุคคลทั่วไป โดยให้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่าในอัตราสูง เพื่อนำไปให้หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ บริษัทเอกชนต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง โดยจะมีบุคคลอื่นมาเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้จำเลยทั้ง 6 กับพวก ยังร่วมกันหลอกลวง ว่าจำเลยกับพวกสามารถให้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่ารายวันและรายเดือน แล้วแต่สภาพรถยนต์ของแต่ละคัน ตลอดระยะเวลาการเช่า โดยผู้ให้เช่าต้องส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลย ซึ่งมีบุคคลที่หลงเชื่อรวม 83 คน นำรถยนต์และรถตู้จำนวน 138 คัน มาส่งมอบให้จำเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว บริษัทพีแอนด์ทีซัพพอร์ต จำกัดไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และไม่มีส่วนราชการ หรือบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงมาเช่ารถตามที่จำเลยกับพวกกล่าวอ้างแต่อย่างใด และจำเลยทั้ง 6 ไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเช่ารถยนต์ ไปให้ส่วนราชการ หรือเอกชนผู้มีชื่อเสียงไปเช่าต่ออีกทอดด้วย การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นแต่เพียงวิธีการ เพื่อหลอกลวงประชาชนที่สนใจอยากได้ผลตอบแทนในอัตราสูง ให้หลงเชื่อคำกล่าวอ้างของพวกจำเลย จึงส่งมอบรถยนต์ให้จำเลย <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่านครับนี่แค่คดีแชร์รถยนต์ 138 คันจาก 950 คัน เท่านั้นนะครับและที่ผมทราบมาจนถึงวันที่ผมเขียนต้นฉบับ เขาตามรถมาคืนให้เจ้าของได้แค่ 95 คันเท่านั้นครับ เฮ้อนี่แหละครับต้องเตือนใจคุณผู้อ่านไว้จริง ๆ ว่าอย่าหลงเชื่อใครง่าย ๆ แม้ว่าจะมีคนร่วมหลงเชื่อกับเรามากแค่ไหนก็ตามครับ ส่วนคนที่เป็นจำเลยแต่ละคนนั้นถ้าผิดจริงก็รับโทษฐานฉ้อโกงประชาชนตามคดีอาญามาตรา 343 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่สำคัญเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระโทษก็จะเรียงกระทงความผิดตามจำนวนคนที่เป็นผู้เสียหาย แบบนี้ผิดจริงติดคุกกันยาวแน่<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สมดุลในความรักและเซ็กส์<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกเรื่องที่ถือว่าคุณผู้อ่านต้องใช้ชีวิตในเรื่องนี้ให้สมดุลนะครับ (โดยเฉพาะคุณผู้ชาย) มิเช่นนั้นมีปัญหาตามมาแน่นอน โดยเฉพาะคนที่แต่งงานแล้ว เพราะจากผลการวิจัยเขาระบุว่าปัญหาเซ็กส์ไม่สมดุลระหว่างคู่แต่งงานนั้นมีผลต่อการหย่าร้าง เช่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความต้องการมากหรือน้อยเกินไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ต้องคุยกันระหว่างผัวเมียนะครับ อย่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายรุกทางเพศ จนกลายเป็นเรื่องข่มขืนระหว่างสามีภรรยาไป เพราะปัจจุบันกฎหมายใหม่ออกมาบังคับใช้แล้ว โดยให้มีการยกเลิกความในมาตรา 276 ของกฎหมายอาญาฉบับเก่า<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ซึ่งตามมาตรา 276 ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมระบุว่า &ldquo;ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย&nbsp; โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้&nbsp; หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 &ndash; 20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 &ndash; 40,000 บาท&quot; แปลว่าไม่ว่าคุณจะเป็นสามีหรือภรรยา หรือเพศใดก็ตาม ต่อแต่นี้จะเกิดความเท่าเทียมกันในเชิงของการเป็นผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำในคดีข่มขืนแล้วนะครับ ดังนั้น นอกเหนือจากบุคคลอื่น ๆ แล้วก็กรุณาอย่าใช้กำลังกับสามีหรือภรรยาหรือคู่รักในการมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด เพราะคุณจะมีความผิดตามกฎหมายในข้อหาข่มขืนก็ได้นะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงบางคน อาจจะอาศัยข้ออ้างเรื่องความไม่สมดุลเรื่องเซ็กส์ ออกไปแสวงหาความสุขทางเพศนอกบ้าน แบบนี้เสี่ยงหลายเรื่องครับ แล้วยิ่งถ้าคุณละเว้นการปฏิบัติหน้าที่สามีหรือภรรยากับคู่แต่งงานอีก จะกลายเป็นเหตุฟ้องหย่าเลยนะครับ โดยเฉพาะถ้าคุณไปยกย่องผู้อื่นให้เทียบเท่าภรรยาหรือสามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย แบบนี้กฎหมายให้ใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้องหย่าได้ทันทีเลยทีเดียว<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สร้างสมดุลสุขภาพกาย ใจ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกเรื่องหนึ่งที่คุณผู้อ่านต้องรักษาสมดุลคือการดูแลรักษาสุขภาพกายและใจให้เข้มแข็ง แข็งแรงนะครับ ใช่ว่าจะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน ผ่านไปไม่กี่ปีก็ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาโรคภัยไข้เจ็บจากการตรากตรำทำงานหนัก หรืออ้วนลงพุงพลุ้ย อย่านะครับแบบนี้ไม่ใช่สาว ๆ หนุ่ม ๆ Lisa เด็ดขาด ดังนั้น จะรับประทานอาหารก็ต้องระมัดระวังนะครับ พยายามงดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล แล้วก็ไขมัน ที่สำคัญต้องหมั่นออกกำลังกาย และอย่าเครียด เพียงเท่านี้คุณก็จะเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ดูแลตัวเองแล้วครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พูดถึงเรื่องความอ้วน ก็ทำให้ผมคิดถึงข่าวที่ประเทศอิตาลี (หรือไม่ก็ฝรั่งเศส) เขาออกกฎหมายห้ามการโฆษณาเชิญชวนคนลดน้ำหนัก เพราะเขาประสบปัญหาเด็กวัยรุ่นผอมผิดปกติ ดังนั้นเนื้อหาของสื่อต้องไม่ยั่วยุให้คนอยากผอมจนมากเกินความแข็งแรง หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันที่ประเทศไทยเรานี่แหละผมก็ได้ทราบข่าวที่คุณผู้หญิงอายุ 36 ปีท่านหนึ่ง ฆ่าตัวตายสยอง จอดรถบนทางด่วนกาญจนาภิเษก สายพระราม 2 &ndash; บางนา ช่วง ก.ม. ที่ 18+800 อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ แล้วกระโดดลงมากระแทกพื้นดับคาที่ ในข่าวยังระบุอีกด้วยว่าตำรวจพบยาลูกกลอน เป็นลูกกลมสีดำ ภายในรถผู้ตายด้วย โดยมีสรรพคุณเป็นยาลดความอ้วน ส่วนทางญาติก็บอกว่าเมื่อเธอกินยาลูกกลอนดังกล่าว เธอมักจะพูดแต่เรื่องในอดีต มีอาการประสาทหลอน จนญาติพยายามไม่ให้ผู้ตายกินยาลูกกลอนดังกล่าวอีกต่อไป แต่คาดว่าเธอคงยังลอบกินเพื่อลดความอ้วนต่อ จนเกิดอาการประสาทหลอนถึงขั้นโดดสะพานฆ่าตัวตาย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมว่ายาที่เธอกินแล้วทำให้ประสาทหลอนเช่นนี้ คงไม่ผ่านการสั่งจ่ายจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญแน่นอนครับ เพราะปกติตามกฎหมายแล้วก่อนที่หมอจะทำการรักษาโรคอ้วนด้วยวิธีการใดก็ตาม หมอต้องวินิจฉัยให้ดีแล้วว่ายาหรือวิธีการรักษานั้นจะไม่ส่งผลร้ายต่อคนไข้ แต่ถ้าหากเจอคุณหมอชุ่ย ๆ จ่ายยาลดความอ้วนหรือรักษาโดยไม่ตรวจสอบ หมอก็มีความผิดอาญาฐานประมาทจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตราย และต้องรับโทษจากแพทยสภาด้วย หนักหนาสาหัสเอาการ บางกรณีถึงขั้นระงับใบอนุญาตประกอบอาชีพทางการรักษาพยาบาลเลยนะครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมหวังว่าเนื้อหาคอลัมน์ Woman &amp; Law ใน Lisa ฉบับนี้คงทำให้คุณผู้อ่านหันมาใช้ชีวิตที่สมดุลมากขึ้นนะครับ อย่างน้อยที่สุดก็พยายามอย่าไปขัดแย้งกับใครเขานะครับ เพราะลำพังแค่ใช้ชีวิตของเราให้สมดุลเรายังแทบทำไม่ได้เลย แล้วยิ่งถ้ามีคู่กรณีอีก แบบนี้วัยรุ่นเขาเรียกว่า &ldquo;งานเข้า&rdquo; แต่ไม่ใช่งานที่ได้เงินหรือประโยชน์อะไรหรอกครับ แต่ เป็นปัญหาความยุ่งยากที่เผลอ ๆ คุณต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายอีกแหนะ<br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</font>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>เปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่...ให้ถูกกฎหมาย (Lisa ฉ.11/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=40</link>
<description><p>
<font size="3">เปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่...ให้ถูกกฎหมาย (Lisa ฉ.11/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั้น นอกจากเรียนแล้วผมยังทำกิจกรรมอีกนะครับ โดยเฉพาะกิจกรรมของชมรมปาฐกถาและโต้วาที ซึ่งขณะที่ฝึกซ้อมการพูดอยู่นั้นครูผู้ฝึกซ้อมก็จะพยายามสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาทุกคนให้มีกำลังใจ เช่นบอกว่าตอนเช้าเมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องหัดยิ้มให้กับตัวเองหน้ากระจก โดยเฉพาะในวันที่ต้องออกไปพูดก็ต้องยิ้มให้ตัวเองหน้ากระจกเยอะ ๆ แล้วพูดว่า เรานี่เตรียมตัวมาพร้อมแล้ว ส่วนหน้าตาของเราถึงแม้ไม่สวยไม่หล่อแต่ก็สดชื่นแจ่มใสด้วยรอยยิ้มได้ ดังนั้นเราต้องไม่กลัวต่อการพูดต่อหน้าสาธารณะชน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่าน Lisa ครับสิ่งที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา ทุกวันนี้ผมยังนำมาใช้อยู่นะครับ แต่ก็มีบางครั้งเมื่อส่องกระจกตอนเช้าก็รู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนใบหน้าตัวเองให้หล่อเข้ม ๆ แบบชายหนุ่มละตินอเมริกา (ไม่ใช่หนุ่มไทยเชื้อสายจีนเช่นนี้) โดยเปลี่ยนให้ดวงตากลมโต คิ้วเข้ม จมูกเป็นสัน ปากเป็นรูปกระจับ ฯลฯ เอาให้คนที่บ้านตกใจไปเลยครับว่าผมเป็นใครมาจากไหน...นี่คงเป็นความฝันครับ ฝันล้วน ๆ เลยจ๊ะ แต่สำหรับคนบางคนการเปลี่ยนแปลงตนเองก็สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เทคโนโลยี...เปลี่ยนหน้า<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อปลายปี 2550 ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าให้กับคนไข้ชาวฝรั่งเศสและอเมริกัน หลังจากเมื่อต้นปี 2550 ก็มีข่าวฮือฮาถ่ายทอดการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้า โดยฝีมือของคุณหมอที่อังกฤษผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพื่อความสวยงามอย่างที่คนไทยเราชอบล้อเลียนกันว่า &ldquo;ถ้าอยากจะสวยก็ต้องตัดคอทิ้ง หรือเปลี่ยนใบหน้าใหม่ไปเลย ซึ่งถ้าจะคิดกันจริง ๆ แล้วคุณหมอก็พูดกันนะครับว่า แม้จะมีการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าก็ใช่ว่าจะได้ใบหน้าใหม่สดใสปิ๊ง ๆ เปลี่ยนจากสาวขี้เหร่เป็นสาวสวยในทันใด เพราะใบหน้าของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใบหน้าของผู้บริจาค เพราะการผ่าตัดเป็นเพียงแค่การลอกเอาผิวหนังและเนื้อเยื่อจากใบหน้าของคนหนึ่งมาใส่ให้อีกคนหนึ่ง ขณะที่รูปหน้าเดิมของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติครับผม (หน้าผมก็หน้าผม หน้าคุณก็หน้าคุณ)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนกระบวนการเปลี่ยนใบหน้าที่ผมสอบถามจากผู้รู้ (คุณผู้อ่าน Lisa สามารถคิดภาพตามแบบหนังแอคชั่นของฮอลีวูดได้เลยนะครับ) เขาก็จะเริ่มจากการถอดหน้าจากศพ (ที่บริจาคใบหน้า) ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่เกิน 6 ชั่วโมง แล้วนำใบหน้านั้นมาประกอบเข้ากับผู้ป่วยที่ต้องการรักษาใบหน้าเดิม โดยจะต้องต่อเชื่อมเส้นประสาท และเส้นเลือด เข้าด้วยกันให้เสร็จภายใน 10 ซึ่งวงการแพทย์มีเทคโนโลยี ที่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้ามานานแล้ว แต่ที่ยังไม่เดินหน้าผ่าตัดเป็นเรื่องเป็นราว เพราะเป็นห่วงเรื่องประเด็นจริยธรรม และผลข้างเคียงทั้งทางกายและจิตครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เปลี่ยนใบหน้า...ใช่เปลี่ยนคน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลข้างเคียงทางกายหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าก็คืออาการต่อต้านใบหน้าใหม่ครับ โดยคนไข้มีความเสี่ยงราว 10% ที่จะมีอาการต่อต้านอย่างรุนแรงภายใน 2-3 เดือนหลังการผ่าตัด และอีก 50% อาจมีอาการต่อต้านเรื้อรังต่อไป นอกจากนั้น การผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้ายังอาจนำมาซึ่งผลร้ายแรง เช่น ความสามารถในการขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าลดลง เนื่องจากผิวหนังในร่างกายอาจจะปฏิเสธเนื้อเยื่อหรืออวัยวะทั้งเปลี่ยนมาใหม่ ขณะเดียวกัน การที่คนไข้ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิตก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือมะเร็งโดยเฉพาะคนไข้ที่อายุมาก<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนผลต่อจิตใจจากการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าเป็นอีกประเด็นที่ไม่มีใครรู้แน่ชัด และหลายฝ่ายก็กังวลว่า ที่สุดแล้วผู้รับบริจาคอาจได้รับเพียง &ldquo;หน้ากากใบหน้า&rdquo; ที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้ ที่สำคัญ คนไข้อาจเผชิญสถานการณ์ &ldquo;สยดสยอง&rdquo; หากผิวหนังที่รับมาเกิดลอกหลุดเผยให้เห็นเนื้อสด ๆ และต้องทำศัลยกรรมฟื้นฟูแบบปกติอีก เห็นไหมครับว่าแม้จะมีความก้าวหน้าแต่ก็ยังยุ่งยากและไม่ได้ผลแบบชัดเจนนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้นใครที่คิดอยากจะผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะจ๊ะ ที่สำคัญในทางกฎหมายเขาคงต้องสอบสวนกันพอสมควร ว่า น.ส.คนหนึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับ วันดีคืนดีก็มีอีกคนหนึ่งปรากฏ ที่เคยเห็นในเมืองไทยก็มีแต่คดีสวมบัตรประชาชนคนตายของสาวประเภทสอง เพียงเพื่อต้องการใช้คำนำหน้านามว่า นส. ซึ่งก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎร รวมทั้งการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ และความผิดของเจ้าพนักงานที่ให้ความร่วมมือในการปลอมแปลงด้วยนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมอร่วมมือกับ...อาชญากร<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับบ้านเราเทคโนโลยีในเรื่องนี้ยังไปไม่ถึงขนาดผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้านะครับ จะมีก็เพียงแต่ศัลยกรรมความงาม หรือไม่ก็ผ่าตัดตกแต่งใบหน้าจากอุบัติเหตุหรือโรคต่าง ๆ แต่ถ้าหากมีเหตุเช่น มีคุณหมอที่ร่วมมือกับอาชญากร ซึ่งหลบหนีคดี ผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้า เพื่อผลในทางหลบหนีคดี แบบนี้คุณหมอมีความผิดตามกฎหมายอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของอาชญากรดังกล่าวได้หรือไม่เช่นนั้นคุณหมอก็อาจมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมในการกระทำผิดด้วยถ้าหากคุณหมอรู้เห็นเป็นใจถึงการกระทำและแบ่งแยกหน้าที่กับอาชญากรคนดังกล่าวตั้งแต่ต้นเพราะในฐานะหมอ ก่อนทำการผ่าตัดใด ๆ เขาต้องพิจารณาเหตุผลของคนไข้ ว่ามีความจำเป็นหรือไม่เพียงใด <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เช่นอย่างการผ่าตัดแปลงเพศ เขายังต้องทดสอบทางจิตเลยนะครับว่า นายสมชายนั้นจิตใจแท้จริงแล้วเป็น นส.สมหญิง ไม่ใช่นายสมชายอย่างรูปลักษณ์ภายนอก แล้วคิดดูสิครับว่าถ้าคุณเป็นหมอ มีคนเดินเข้ามาหาคุณแล้วให้ผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าให้ ใช่ว่าจะผ่าได้เลยนะครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตามกฎหมายไทยก็ยังไม่มีข้อกฎหมายในเรื่องการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้าอย่างชัดเจน (ไม่ใช่ศัลยกรรมบางส่วน) แต่ก็น่าเป็นห่วงนะครับ เพราะจากเทคโนโลยีทางการผ่าตัดนั้น คุณหมอหลายท่านบอกกับผมว่าการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าน่าจะทำได้ง่ายกว่าการต่อนิ้วมาก เนื่องจากเส้นเลือดบนใบหน้าของคนเราใหญ่กว่าเส้นเลือดที่นิ้วมือเสียอีก ทำให้สามารถใช้เทคนิคที่ประณีตซับซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัดอย่างอื่น <br>
ฆาตรกรรม...อำพราง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนผู้ร้ายบางคนที่คิดจะก่อเหตุต่าง ๆ นา ๆ เช่น ต้องการฆ่าคน ลักทรัพย์ หรือทำความผิดอื่นใด โดยให้ผู้อื่นเข้าใจไปว่าคนที่ทำผิดเป็นบุคคลที่ 3 ไม่ใช่ตัวเขา ด้วยการศัลยกรรมให้เหมือนใบหน้าคนนั้น (ชนิดที่ว่าตั้งใจ) แบบนี้ถือเป็นคดีอุจฉกรรจ์เลยนะครับ ท่านผู้อ่านหลายคนก็อาจจะถามว่าคดีอุจฉกรรจ์นี่เป็นอย่างไร มันก็คือคดีที่ต้องรับโทษแบบสุด ๆ ของโทษทัณฑ์ที่ต้องได้รับในคดีนั้น ๆ เลย เช่น คุณปลอมแปลงใบหน้าเป็นอีกคนหนึ่งแล้วไปฆ่าคน แบบนี้โทษสูงสุดของเจตนาฆ่าผู้อื่นคือประหารชีวิตก็จะรอคุณอยู่แล้วนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ใบหน้าแม่สวย&hellip;ใบหน้าลูกขี้เหร่&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมอ่านข่าวของจีนแผ่นดินใหญ่ข่าวหนึ่งน่าสนใจมาก เพราะเป็นเรื่องของอาหมวยสาวใหญ่คนหนึ่งเธออายุเกือบ 30 ปี แล้วครับ แต่ว่าไม่มีแฟนเพราะหน้าตาขี้เหร่เหลือใจ เธอก็เลยลงทุนบินไปทำศัลยกรรมถึงเกาหลี กลับมาเลยสวยเด้ง จนไปถูกตาต้องใจหนุ่มจีนคนหนึ่งถึงขั้นร่วมหอลงโรง (โดยที่ไม่ได้บอกหนุ่มจีนคนนั้นว่า ใบหน้าที่สวย ๆ นี่ ฉันผ่านมีดหมอมานะยะ) ต่อมาเมื่อมีลูกสาว ชายหนุ่มถึงกับผงะ และคิดว่าเธอต้องไปมีชู้แน่นอน เพราะลูกสาวหน้าตาขี้เหร่มาก สุดท้ายสาวเจ้าก็ต้องบอกความจริงว่าใบหน้าที่แท้จริงของเธอ ก็เหมือนกับใบหน้าลูกสาวที่ขี้เหร่นี่แหละ เพียงแต่ที่ผ่านมาเธอไปทำศัลยกรรมเสริมความงามให้สวย คุณผู้อ่าน Lisa เชื่อไหมครับว่าเพราะเหตุนี้แหละเลยทำให้คุณสามียอมรับไม่ได้ที่ถูกหลอก (ล่อ) ด้วยมีดหมอ จึงขอหย่าและเรียกค่าสินสอนทองหมั้นคืน ท้ายที่สุดแล้วศาลจีนก็ให้หย่า ส่วนคุณผู้หญิงหน้าสวยด้วยหมอ ก็ต้องตามหารักแท้กันต่อไป ส่วนลูกที่ขี้เหร่ข่าวไม่ได้พูดถึงครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถามว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทยจะได้หย่าไหมหนอ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่ากฎหมายไทยนั้นต้องการรักษาสถานภาพของการเป็นครอบครัวไว้ให้ยืนยาวที่สุด (เว้นแต่ว่าการดำรงอยู่ของครอบครัวนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและเป็นครอบครัวที่ผู้หญิงหรือผู้ชายมาเป็นคนที่สอง สาม สี่ ห้า...) โดยเฉพาะถ้ามีลูกด้วยกันแล้ว และเหตุแห่งการปกปิดความจริงก็ไม่สามารถใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ง่าย ๆ นะครับ เพราะไม่เข้าลักษณะใด ๆ ตรง ๆ ของเหตุของการหย่าตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 <br>
จะเกี่ยวข้องก็ในวรรค 3 ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ทีว่า &ldquo;สามีหรือภรรยาทำร้าย ทรมานร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้&rdquo; แต่ก็ต้องให้ศาลพิจารณาว่าการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าโดยไม่ให้คุณผู้ชายทราบก่อนแต่งงานเป็นการทำร้ายจิตใจ หรือเหยียดหยามคุณผู้ชายอย่างรุนแรงไหม ซึ่งก็แล้วแต่ศาลจะตัดสินตามฐานานุรูปของคู่สามีภรรยาคู่นั้นนะครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้เนื้อหาในคอลัมน์ &ldquo;Woman &amp; Law&rdquo; ของ Lisa ฉบับนี้ หลายประเด็นยังไม่ชัดเจน แต่ผมก็เชื่อว่าจะเป็นแนวทางให้หลาย ๆ คนที่คิดจะทำศัลยกรรม (แบบมากเกินไป) ต้องหันมาพิจารณาผลดีผลเสีย เพราะถ้าเราคิดจะหนีตัวเองด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้า หรือเปลี่ยนอวัยวะใด ๆ แต่สิ่งหนึ่งมันจะฟ้องเราอยู่ตลอดนั่นคือความคิดและจิตใจครับ ดังนั้นเป็นตัวของตัวเองในทุกเรื่องอย่างมีขอบเขตดีที่สุดครับ และถ้าคิดจะผ่าตัดทำศัลยกรรม ก็ลองถามความเห็นของคนข้างตัวหน่อยนะครับ เพราะบางครั้งเขาอาจชอบที่จิตใจคุณไม่ใช่ร่างกายเลยก็ได้ครับ<br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</font>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>เมื่อคิดเดินทาง...ไปต่างประเทศ( Lisa ฉ.15/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=39</link>
<description><p>
<font size="3">เมื่อคิดเดินทาง...ไปต่างประเทศ( Lisa ฉ.15/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่าน Lisa สังเกตไหมครับว่า ปัจจุบันนี้การแสดงออกถึงความสามารถหรือการแสวงหาความรู้ ชื่อเสียง เงินทองแค่แผ่นดินไทยไม่เพียงพอแล้วนะครับ อย่างสมัยก่อนถ้าเด็กต่างจังหวัดคนไหนได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ก็สุดเท่ห์แล้วครับ แต่ตอนนี้เรียนที่กรุงเทพฯ ธรรมดามาก ใคร ๆ ก็เข้ามาเรียนได้ ค่านิยมอีกอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างจังหวัดหรือเด็กกรุงเทพฯ ยังไงต้องไปศึกษาต่อต่างประเทศให้ได้ ยิ่งถ้าเป็นอังกฤษ หรือสหรัฐฯ ภาษีความเป็นนักเรียนนอกจะดีกว่าชาติอื่น ๆ เลยนะครับ หรือในแวดวงบันเทิงนักร้องนักแสดงคนไหนมีชื่อเสียงบ้านเราก็จะเรียกว่าซูเปอร์สตาร์ แต่ปัจจุบันนี้พอโด่งดังที่เมืองไทยก็ต้องโกอินเตอร์ ไปรับงานแสดง งานเดินแบบหรือร้องเพลงให้ชาวต่างประเทศได้ชื่นชมในฝีมือคนไทย แบบนี้ถึงจะเจ๋งจริงในวงการบันเทิง (เราจึงมักจะได้ยินคำถามของนักข่าวที่ถามดารา หรือนักร้องดัง ๆ เสมอ ๆ ว่า &ldquo;จะโกอินเตอร์เมื่อไหร่&rdquo; <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้แต่บริษัทฯ ห้างร้านสมัยก่อนอาศัยขายสินค้าทั่วประเทศได้ ก็ถือว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว แต่ปัจจุบันไม่ใช่ครับ บริษัทฯ ใหญ่ ๆ ก็ต้องออกไปทำมาค้าขายนอกประเทศ เผลอ ๆ มีการร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจต่างชาติ เพราะยังมีตลาดซื้อขายสินค้าทั่วโลกรออยู่ หลังจากที่แทบทุกประเทศของโลกใบนี้เปิดเขตการค้าเสรี ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย (แต่ก็มีขอบเขตเหมือนกันนะครับ) จนเดี๋ยวนี้ผมไม่แน่ใจแล้วครับว่าบริษัทฯ ไหนบ้างที่มีสัญชาติไทย เชื้อชาติไทยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทำไมต้อง...โกอินเตอร์ <br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;คำถามของผมก็คือทำไมเราต้องโกอินเตอร์ เสียงลูกสาวตะโกนตอบมาว่า ก็ประเทศเรายังด้อยกว่าประเทศอื่นเขานะสิป๊า (ยอมรับเถอะครับว่าเรายังเป็นประเทศด้อยพัฒนา) ทั้งเรื่องการเรียน ความรู้ทางธุรกิจ ความเชี่ยวชาญในความเป็นมืออาชีพของแต่ละสาขาวิชาชีพ ที่สำคัญในเมื่อโลกทั้งโลกเขาหมุนไปด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เราจะทำตัวเป็นประเทศโดดเดี่ยวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครคงไม่ได้ และในเมื่อเราพัฒนายังไม่ถึงเขา เราก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ทั้งไปศึกษาต่อ ไปทำมาค้าขาย ไปทำงาน ไปท่องเที่ยวดูบ้านดูเมืองดูผู้คน ไปหาคู่ (อย่าหัวเราะครับ เพราะผมก็เห็นสาวไทยเบื่อผู้ชายไทย และอยากมีคู่ต่างชาติเยอะแยะ) สารพัดเหตุผลของการเดินทางไปแต่ละประเทศ แต่การเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังนานาประเทศ เรามีความจำเป็นต้องรู้จักกับคำว่าหนังสือเดินทาง (passport) และการทำวีซ่า (visa) ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้นก่อนการโกอินเตอร์เพื่อการสร้างฝันของแต่ละคนครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไปต่างประเทศ...ต้องมีหนังสือเดินทาง<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เหตุที่ต้องมีหนังสือเดินทางเมื่อต้องเดินทางออกนอกประเทศ ก็เพราะหนังสือเดินทางส่วนใหญ่จะมีหมายเหตุจากประเทศที่เป็นผู้ออกหนังสือเดินทางให้ โดยชี้แจงว่าผู้ถือหนังสือเดินทางเป็นพลเมืองของประเทศนั้นและขอความกรุณาให้พลเมืองของประเทศตนสามารถผ่านเข้าไปในประเทศได้และได้รับการปฏิบัติต่อผู้ถือหนังสือเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของนานาชาติ นั่นก็คือการที่คุณได้รับการยืนยันว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน นอกจากนั้นความทันสมัยของเทคโนโลยี่ทำให้ปัจจุบันรูปแบบหนังสือเดินทางของประเทศต่าง ๆ จะมีมาตรฐานเดียวกันคือมีข้อมูลทางชีวภาพ (biometric passport) ได้แก่ลายนิ้วมือ กรุ๊ปเลือด ส่วนสูง ใบหน้าซึ่งเขาสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ทั่วโลกเลยนะครับ ส่วนวีซ่านั้นคือการขอรับการประทับตราเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ โดยการขอวีซ่าก็จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเทศที่เราจะไป (แปลว่าคุณต้องไปทำหนังสือเดินทางที่กระทรวงการต่างประเทศหรือสาขาก่อนที่คุณจะไปขอวีซ่าที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศที่เราจะไปครับ) ส่วนใหญ่ถ้าคุณไปเที่ยวโดยผ่านการซื้อทัวร์กับบริษัทจัดนำเที่ยวก็จะไม่ค่อยมีปัญหาครับ เพราะบริษัททัวร์จะดำเนินการแทนคุณ แต่หากคุณเดินทางไปเองอาจจะยุ่งยากนิดหน่อยครับ (ขึ้นอยู่กับประเทศที่คุณจะไป)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อายุหนังสือเดินทาง...5 ปี<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยปกติแล้วอายุของหนังสือเดินทางมีระยะเวลา 5 ปีครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทางของบุคคลธรรมดาที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (หน้าปกสีแดงเลือดหมู) หนังสือเดินทางราชการ (หน้าปกสีน้ำเงินเข้ม/ผู้ถือต้องใช้ในราชการเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในการเดินทางส่วนตัว โดยมีข้อกำหนดออกเฉพาะข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดตั้งตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาซึ่งเดินทางไปราชการในต่างประเทศ และบุคคลอื่นใดที่เดินทางเพื่อทำประโยชน์แก่ทางราชการตามที่กระทรวงการต่างประเทศอนุมัติ) และหนังสือเดินทางทูต (หน้าปกสีแดงสด/มีข้อกำหนดออกให้เฉพาะบุคคล) ส่วนหนังสือเดินทางของพระ ออกให้สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศตามนัยระเบียบมหาเถรสมาคม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับระเบียบของมหาเถรสมาคม ส่วนหนังสือเดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ออกให้ชาวมุสลิมที่เพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ หนังสือเดินทางประเภทนี้จะมีอายุ 2 ปีเท่านั้นครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เอกสารเพื่อยื่นขอ...หนังสือเดินทางธรรมดา<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยทั่วไปแล้วบุคคลธรรมดาอย่างผมและคุณผู้อ่าน Lisa ที่บรรลุนิติภาวะแล้วเราก็คงขอหนังสือเดินทางธรรมดาซึ่งต้องใช้เอกสารประกอบการยื่นคำขอคือ บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังมีอายุใช้งาน หรือ บัตรข้าราชการ หรือ บัตรประจำตัวที่ใช้แทนตามกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับจริง (ในกรณีที่เป็นบัตรข้าราชการให้นำสำเนาทะเบียนบ้านมาด้วยครับ) และหากคุณผู้อ่านแก้ไขชื่อ สกุล หรือวันเดือนปีเกิด ฯลฯ ซึ่งไม่ตรงกับบัตรประชาชนให้นำหลักฐานการแก้ไขที่เกี่ยวข้องมาแสดงด้วย นอกจากนี้ต้องเตรียมเงินมาเพื่อเสียค่าธรรมเนียมในการทำหนังสือเดินทาง 1,000 บาทขาดตัวครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เยาว์อายุ 15-20 ปี...ทำหนังสือเดินทาง<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีที่เด็กมีอายุ 15 ปีขึ้นไปแต่ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ นั่นแปลว่าเขาทำบัตรประชาชนแล้วเขาจึงเป็นวัยรุ่นที่สามารถติดต่อขอทำหนังสือเดินทางด้วยตนเองได้เลยครับ แต่ต้องมีหนังสือยินยอมของพ่อและแม่ หรือผู้มีอำนาจปกครองที่ยินยอมให้เขาเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยหนังสือยินยอมนั้นต้องผ่านการรับรองจากอำเภอหรือเขตมาแสดงประกอบการยื่นคำร้องด้วยนะครับ ซึ่งหากไม่มีหนังสือยินยอมของพ่อและแม่หรือผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์ บุคคลเหล่านี้ต้องจูงมือกันมาลงนามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในวันที่ยื่นคำร้อง (หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาไม่ได้ ให้มาลงนามในวันรับเล่มหรือมีหนังสือยินยอมจากฝ่ายที่มาไม่ได้มาแสดงก็ได้) <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนเอกสารที่นำมายื่นขอหนังสือเดินทางคือ บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังมีอายุใช้งาน หากพ่อแม่มาไม่ได้ก็ต้องมีหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากอำเภอ/เขต และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครองพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง หากมีการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลก็ต้องมีหลักฐานใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล เอกสารหลักฐานการรับรองบุตรหรือรับบุตรบุญธรรม ทะเบียนบ้าน คำสั่งศาลกรณีระบุผู้มีอำนาจปกครองแทนบิดามารดา เป็นต้น อย่างไรก็ตามเอกสารพวกนี้ต้องเป็นต้นฉบับ และหากเป็นสำเนาต้องผ่านการรับรองสำเนาถูกต้องจากหน่วยงานที่ออกเอกสารดังกล่าวเท่านั้นครับ (ไม่ใช่รับรองโดยเจ้าของเอกสาร)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี...ทำหนังสือเดินทาง<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยิ่งอายุต่ำกว่า 15 ปี แบบนี้ยิ่งมีรายละเอียดในการทำหนังสือเดินทางครับ ซึ่งผมว่าคงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ที่คิดจะส่งลูกไปเรียนซัมเมอร์ หรือไปเรียนต่างประเทศเป็นเรื่องเป็นราว จะได้นำไปใช้ประโยชน์สำหรับการโกอินเตอร์ของลูกหลาน โดยคุณพ่อและคุณแม่ต้องจูงมือลูกหลานพร้อมทั้งนำใบเกิด (สูติบัตร) ฉบับจริงมาแสดง หากเป็นสำเนาต้องได้รับการรับรองสำเนาถูกต้องจากอำเภอ/เขตมาแสดงพร้อมผู้มีอำนาจปกครอง หากผู้มีอำนาจปกครองไม่สามารถมาดำเนินการได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้ แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจและหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศพร้อมทั้งบัตรประจำตัวประชาชนของพ่อแม่และ/หรือผู้มีอำนาจปกครองฉบับจริงมาแสดง ทั้งนี้หนังสือมอบอำนาจและหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศต้องผ่านการรับรองจากอำเภอหรือเขตด้วยนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เยาว์ที่พ่อแม่...ไม่จดทะเบียนสมรส <br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีที่ผู้เยาว์ที่เกิดจากพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แบบนี้คุณแม่สามารถลงนามให้ลูกเดินทางไปต่างประเทศได้ฝ่ายเดียวเลยนะครับ โดยให้ทำบันทึกคำให้การจากอำเภอหรือเขตยืนยันว่าไม่ได้จดทะเบียนสมรสพร้อมแสดงหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุใช้งานอยู่ และมีคำนำหน้านามของแม่เป็น &ldquo;นางสาว&rdquo; ต่อเจ้าหน้าที่รับคำร้องครับ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ใช้คำนำหน้าว่า &ldquo;นาง&rdquo; ก็สามารถลงนามให้ลูกเดินทางไปต่างประเทศได้ฝ่ายเดียวโดยนำหนังสือรับรองการอุปการะบุตรแต่เพียงผู้เดียวจากอำเภอหรือเขตมาแสดง <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จะเห็นได้ว่ากรณีพ่อแม่ไม่จดทะเบียนสมรสคุณแม่เป็นฝ่ายเดียวที่สามารถลงนามให้ลูกเดินทางไปต่างประเทศได้นะครับ เว้นเสียแต่ว่าคุณพ่อมีคำสั่งศาลมาแสดงว่าคุณพ่อเป็นผู้อุปการะผู้เยาว์แต่ผู้เดียว ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่ได้ยกผู้เยาว์ให้เป็นลูกบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว ไม่สามารถลงนามแทนพ่อแม่บุญธรรมได้ต้องให้พ่อแม่บุญธรรมเป็นผู้ลงนามเท่านั้นครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐานในการทำหนังสือเดินทางเท่านั้น ยังมีรายละเอียดของการขอวีซ่า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเทศ โดยคุณผู้อ่าน Lisa สามารถหารายละเอียดได้ที่กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตของประเทศที่คุณจะเดินทางไปได้ แต่คุณผู้อ่านครับบางประเทศคุณไม่ต้องขอวีซ่าหากคุณเดินทางไปพำนักอยู่ประเทศนั้น ๆ เพียง 2 สัปดาห์- 3 เดือน ลองเข้าไปดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@</font>
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>เมื่อผู้อื่นมองว่าคุณ...เป็นสาวแกร่ง (Lisa ฉ.19/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=38</link>
<description><p>
<font size="3">เมื่อผู้อื่นมองว่าคุณ...เป็นสาวแกร่ง (Lisa ฉ.19/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันนี้ผู้หญิงที่มีความสามารถของเมืองไทยมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเลยครับ เพราะไม่ว่าจะหันไปมองวงการไหนก็จะมีผู้หญิงแกร่งผู้หญิงเก่งกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่วงการนักกฎหมาย ที่เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็ท่านสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการ กกต. ไงหล่ะครับ หรือไม่ก็คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ คุณหมอนักนิติวิทยาศาสตร์ที่แทบทุกฝ่ายให้การยอมรับว่าเธอทำงานด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมพอ ๆ กับสีสันที่สดใสของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเธอนั่นแหละครับ ยิ่งหันไปมองวงการการเมือง โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของกรุงเทพฯ เมื่อ มี.ค. 2551 ที่ผ่านมา คุณรสนา โตสิตระกูล เธอก็ครองจิตใจคนกรุงเทพฯ ได้รับการเลือกตั้งจนเป็นสมาชิกสภาสูงตัวแทนคนกรุงเทพฯ ไปแล้วครับ ผมเกริ่นยาวถึงเรื่องผู้หญิงแกร่งก็เพราะว่าคอลัมน์ woman &amp; law ใน Lisa ฉบับนี้จะพูดคุยกับคุณผู้อ่านถึงเรื่องราวของหญิงแกร่งครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้หญิงกับความแกร่ง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วเวลาที่เราคิดถึงคำว่าผู้หญิง เราก็จะคิดถึงความอ่อนโยน และต้องการการปกป้องจากบุคคลอื่น ซึ่งก็จะแตกต่างจากเพศชายที่เป็นเพศที่บึกบึนเข้มแข็ง และต้องเป็นฝ่ายที่ปกป้องคุ้มครองผู้หญิง อย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงจะคอยให้ผู้ชายปกป้องอยู่ฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ ที่สำคัญอย่างที่เรารู้กันว่าอัตราการเกิดของผู้ชายนั้นลดน้อยลงมากเมื่อเทียบกับผู้หญิง ดังนั้น ผู้หญิงก็ต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาปกป้องคุ้มครองตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกปรือความคิด สติปัญญาด้วยการเรียน การศึกษาเพื่อป้องกันการถูกหลอก หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ฯลฯ หรือผู้หญิงก็ต้องปกป้องตัวเองจากบรรดาอาชญากรด้วยการฝึกปรือกำลัง ศิลปะการต่อสู้ประเภทมวยไทย เทควันโด ฯลฯ เหล่านี้คือการปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อผู้หญิงพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น หลาย ๆ คนก็อาจมองว่าสงสัยผู้ชายคงถูกลดบทบาทลงแล้วกระมั้ง ไม่หรอกครับเพราะฮอร์โมนในตัวเพศหญิงเขาก็มีความอ่อนโยนอยู่แล้ว และผู้หญิงแกร่งที่ฉลาดเขาจะรู้ว่าควรจะแสดงความเข้มแข็งและอ่อนโยนเมื่อไหร่ มากน้อยเพียงใดและกับใคร นอกจากนี้ต้องบอกไว้เลยว่าคำว่าผู้หญิงแกร่งนั้นแตกต่างจากผู้หญิงก้าวร้าวนะครับ เพราะก้าวร้าวนั้นคือกิริยาและวาจาที่กระด้างล่วงเกินผู้อื่น ส่วนแกร่งนั้นเป็นความเข้มแข็งทนทานที่เธอจะไม่หวั่นไหว หรือรับมือได้กับทุกสถานการณ์ครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แกร่งมาก...ผู้ชายถอย<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาหนึ่งของผู้หญิงที่มีความแกร่งก็คือ เธออาจจะไม่ค่อยมีผู้ชายกล้าจีบ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ชายหนุ่มอาจกลัวว่าต้องใช้พละกำลังในการจีบอย่างมากมายก่ายกอง หรือเกรงว่าถ้าสาวแกร่งไม่พอใจอาจถูกไล่ตะเพิดได้ง่าย ๆ หนักหนาสาหัสสาวแกร่งบางคนที่เป็นประเภททำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต จนไม่ค่อยได้สนใจแต่งเนื้อแต่งตัว อาจถูกมองว่าเป็นสาวทอมบอยไปโน่นเลยครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้น สาวแกร่งทั้งหลาย จำเอาไว้นะครับว่าผู้ชายส่วนใหญ่เขาอาจจะมองรูปลักษณ์ภายนอกก่อน ส่วนนิสัยก็ค่อย ๆ ศึกษากันภายหลัง ดังนั้น เป็นผู้หญิงอย่างไรเสียก็ควรทำตัวอ่อนโยนไว้ เช่นถ้าต้องเข็นรถ ย้ายโต๊ะ ย้ายตู้ในที่ทำงานก็กรุณาให้ชายหนุ่มเขาช่วย (ก่อน) อย่าไปทำตัวว่าอะไร ๆ คุณก็ทำได้หมด เผื่อพื้นที่หรือโอกาสให้คุณผู้ชายเขาได้โชว์ความสามารถ โชว์น้ำใจให้คุณบ้าง แต่ก็มีผู้ชายอยู่จำพวกหนึ่งซึ่งสาวแกร่งต้องระวัง นั่นก็คือบรรดาผู้ชายประเภทหนุ่มชาวเกาะ ที่เล็งแต่สาวที่เขาหวังพึ่งพา โดยเฉพาะสาวแกร่งตำแหน่งงานสูง ๆ เงินเดือนดี ๆ ต้องระวังหนุ่มชาวเกาะเป็นพิเศษด้วยนะจ๊ะ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชีวิตสมรส...ของสาวแกร่ง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้ชายที่ได้แต่งงานกับสาวแกร่งเหมือนถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งครับ เพราะสาวเจ้าประเภทนี้จะช่วยคุณผู้ชายฟันฝ่าอุปสรรคในทุกรูปแบบชนิดที่ว่าเปลก็ไกว ดาบก็แกว่งนั่นแหละครับ และหากคุณผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ช่วยคุณผู้หญิงทำมาหากินผัวหาบเมียคอน รับรองเป็นคู่แต่งงานที่สมบูรณ์แบบ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ถ้าหากว่าคุณสาวแกร่งโชคร้ายไปแต่งงานกับหนุ่มชาวเกาะ ที่วัน ๆ ไม่ยอมทำการทำงาน (ก็เห็นเมียทำงานเก่งได้เงินตั้งเยอะตั้งแยะ) แถมยังหัวหมอแบบเข้าใจข้อกฎหมายผิด ๆ ว่า หากจดทะเบียนสมรสกับสาวแกร่งที่มีเงินเดือนเยอะ ๆ แล้ว แม้เขาไม่ทำการทำงาน สาวแกร่งก็ต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูสามีตามกฎหมาย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประทานโทษครับคุณผู้ชาย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1461 ระบุว่า&rdquo;สามีภรรยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน&rdquo; ดังนั้น คุณจะให้สาวแกร่งเลี้ยงดูคุณฝ่ายเดียวก็ต่อเมื่อคุณตกงานด้วยเหตุจำเป็น หรือรายได้จากงานที่คุณพยายามทำนั้นยังไม่พอเลี้ยงดูตัวคุณผู้ชายนั่นแหละครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ยกเว้นแต่ว่าหากภรรยาสาวแกร่งเธอเผลอไผลใจกายไปมีชายอื่น จนกระทั่งสามีฟ้องหย่าโทษฐานมีชู้ สามีที่มีฐานะด้อยกว่าเธอนั้นสามารถร้องขอให้ศาลสั่งให้อดีตภรรยาจ่ายค่าเลี้ยงดูได้นะครับ แต่เท่าที่ผมอยู่ในแวดวงกฎหมาย ผมยังไม่เคยเห็นชายไทยคนไหนฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากอดีตภรรยา แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้ใช้สิทธินั้นก็ตาม ผมว่าแม้ชายไทยจะจน ก็ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีความเป็นชายไทยที่ต้องดูแลผู้หญิงนั่นแหละครับ มันจึงยังไม่มีคดีชายไทยฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากผู้หญิง <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้หญิงแกร่งกับการเมือง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีอาชีพหนึ่งที่ผมเห็นว่าบรรดาสาวเก่ง สาวแกร่งควรจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ นั่นก็คือการทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบายด้วยการออกกฎหมาย ก็อาชีพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติไงหล่ะครับ ถ้าคุณผู้อ่านเป็นแฟนคอลัมน์นี้ คงจะสังเกตได้ว่า ผมมักจะเชียร์ให้คุณผู้หญิงเข้าไปทำหน้าที่นี้กันเยอะ ๆ ด้วยเหตุที่ว่าผู้หญิงแกร่งและมีอุดมการณ์นั้นมักจะไม่ค่อยคลอนแคลนง่ายเหมือนเพศชายครับ นอกจากนี้ผมยังมองไปในอนาคต หากคุณผู้ชายมีจำนวนน้อยลงตามสถิติ ดังนั้น คุณผู้หญิงควรเข้ามาทำความคุ้นเคยกับวงการนี้ให้มากขึ้น ที่สำคัญในรัฐธรรมนูญของไทยเราแทบทุกฉบับ สิทธิทางการเมืองของทั้งเพศหญิงและเพศชาย หรือเพศทางเลือกอื่น ๆ นั้นล้วนเท่าเทียมกันครับ ใช่ว่าพื้นที่ทางการเมืองจะเป็นของเพศชายเท่านั้น<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่จากสถิติคุณผู้หญิงไทยที่เข้ามาสู่แวดวงทางการเมืองยังน้อยมาก ล่าสุดในการเลือกตั้งเมื่อ ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หญิง 56 คน จากจำนวน ส.ส.ทั้งชายและหญิง 480 คน ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หญิง 24 คน จากจำนวน ส.ว.ทั้งหมด 150 คน แล้วยิ่งถ้าเรานำเอาจำนวนนักการเมืองผู้หญิงของไทยไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านเราแล้วเราแพ้เขาราบคาบเลยครับ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 8 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพรัฐสภา ประเทศไทยมีสัดส่วนของนักการเมืองหญิงน้อยเป็นอันดับหก เราเอาชนะได้แค่อินโดนีเซีย และมาเลเซียเท่านั้นครับ <br>
อำแดงเหมือน...ผู้หญิงนักสู้ในกฎหมาย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้น มีคดีในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นคดีคลาสสิกของนักเรียนกฎหมายแทบทุกคนนั่นก็คือคดีของผู้หญิงที่ชื่อ &ldquo;อำแดงเหมือน&rdquo; เจ้าของวลี &ldquo;ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน&rdquo; เธอต่อสู้เพื่อสิทธิในการเลือกคู่ครองของเธอ จนถวายฎีกาต่อพระเจ้าอยู่หัว และนำมาซึ่งการแก้ไขกฎหมายในสมัยนั้นครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องมีอยู่ว่าอำแดงเหมือนซึ่งมีอายุ 21 ปี รักใคร่ชอบพอกับนายริด โดยที่พ่อแม่ของอำแดงเหมือนไม่ทราบ (จะแอบรักกัน หรือพ่อแม่ทำเป็นไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นก็ไม่ทราบครับ) ต่อมาพ่อแม่ของอำแดงเหมือนก็จับตัวอำแดงเหมือนแต่งงานกับนายภู แต่เธอไม่ยอม พ่อแม่จึงทุบตีและบีบบังคับให้เธอแต่งงานกับนายภู เท่านั้นยังไม่พอครับ พ่อแม่ยังได้สมคบกับนายภู ให้ฉุดคร่าลูกสาวตัวเองไปไว้ที่บ้านนายภูถึง 2 ครั้ง แต่เธอก็ดิ้นรน ยืนกราน ไม่ยอมเข้าไปในเรือนของนายภูและหลบหนีกลับมาบ้าน เมื่อมาถึงบ้าน พ่อแม่ก็ทุบตีและข่มขู่จะฆ่าเธอ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อถูกบีบบังคับเช่นนี้ในที่สุดอำแดงเหมือนจึงหลบหนีไปอยู่บ้านนายริด หลังจากนั้นพ่อแม่ของอำแดงเหมือนก็ทำทีบอกให้นายริดพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอขมาที่บ้านกำนัน แต่เมื่อนายริดและญาติผู้ใหญ่ไปถึงก็พบนายภูรออยู่ก่อนแล้วครับ แถมยังกักตัวญาติผู้ใหญ่ของนายริดไว้ที่บ้านกำนันอีก (ยิ่งกว่านิยายสมัยนี้อีกครับ)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อมาอำแดงเหมือน นายริดและพ่อแม่ของนายริด ก็ถูกหมายเรียกตัวไปยังศาลากลางเมืองนนทบุรี ทางการสอบสวนอำแดงเหมือนก็ให้การว่าไม่ได้รักใคร่ยอมเป็นเมียนายภู ทางการจึงให้นายภูสาบานว่าอำแดงเหมือนนั้นยินยอมเป็นเมียนายภูถ้านายภูสาบาน ก็ให้นายริดแพ้ความ แต่นายภูกลับไม่ยอมสาบานตัว ทางการจึงให้อำแดงเหมือน สาบานว่าไม่ได้ยอมเป็นเมียนายภู เพื่อให้คดีเลิกแล้วต่อกัน แต่นายภูกลับไม่ยอมให้อำแดงเหมือนสาบานอีก<br>
เท่านั้นยังไม่พอครับนายภูยังยื่นฟ้องกล่าวหานายริด พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของนายริด เพื่อบังคับให้นายริด ส่งตัวอำแดงเหมือนให้ทางการ แต่เธอก็ยังยืนยันตามเดิมว่า ไม่ได้เป็นภริยาของนายภู อำแดงเหมือนจึงถูกควบคุมตัว ในระหว่างนั้นแม่ของเธอก็ได้ขู่เข็ญให้เธอยอมเป็นเมียนายภู เธอจึงได้เร่งรัดให้ทางการพิจารณาคดีให้เสร็จ แต่เธอกลับถูกขัง และแกล้งใช้งานต่าง ๆ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ในที่สุดอำแดงเหมือน จึงได้หนีมาถวายหนังสือฎีกา ว่าไม่ได้เป็นภริยาของนายภู และสมัครใจที่จะอยู่กินกับนายริด <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท้ายที่สุดรัชกาลที่ 4 จึงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า &quot;หญิงนั้นอายุก็มากถึง 20 ปีเสศแล้ว ควรจะเลือกหาผัวตามใจชอบของตนเองได้&quot; แต่ให้นายริดจ่ายค่าเบี้ยละเมิด และค่าฤชาธรรมเนียมแก่พ่อแม่อำแดงเหมือน ส่วนนายภูให้เลิกอายัดและปล่อยตัวญาติผู้ใหญ่ของนายริด <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้รัชกาลที่ 4 ยังมีพระบรมวินิจฉัยถึงสาเหตุที่พ่อแม่ของอำแดงเหมือนยอมให้นายภู มาฉุดคร่าตัวอำแดงเหมือนถึง 2 ครั้งว่าอาจเนื่องจากเหตุที่พ่อแม่ได้ทำหนังสือขายอำแดงเหมือนให้แก่นายภูไปแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ได้ทรงตัดสินว่า &quot;บิดามารดาไม่ได้เป็นเจ้าของผู้หญิง ดังหนึ่งคนเป็นเจ้าของโค กระบือ ช้าง ม้า จะตั้งราคาขายโดยชอบได้...เมื่อบิดามารดายากจนจะขายบุตร ต่อเมื่อบุตรยอมให้ขาย จึงขายได้ ถ้าไม่ยอมให้ขาย ก็ขายไม่ได้ ฤๅยอมให้ขาย ถ้าบุตรยอมรับนี่ (ปัจจุบันใช้หนี้) ค่าตัวเพียงไร ขายได้เพียงเท่านั้น กฎหมายเก่าอย่างไร ผิดไปจากนี้อย่าเอา&quot;<br>
&nbsp;คดีอำแดงเหมือน...กับ กฎหมายปัจจุบัน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเทียบกับกฎหมายที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ การแต่งงานจะทำได้เมื่อฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอายุ 17 ปีบริบูรณ์ แต่กรณีมีเหตุสมควรศาลจะอนุญาต ให้ทำการสมรสก่อนได้ เช่นหญิงมีครรภ์ และผู้เยาว์จะทำการสมรส ต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ด้วย ถ้าพ่อแม่ไม่ยินยอมผู้เยาว์ก็ต้องไปขออนุญาตต่อศาล และการแต่งงานปัจจุบันพ่อแม่เริ่มลดบทบาทลงแล้วครับ และถ้าลูกยังไม่บรรลุนิติภาวะคืออายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ พ่อแม่มีหน้าที่เพียงให้ความยินยอมเท่านั้น แต่จะบังคับผู้เยาว์ให้ตามใจพ่อแม่ไม่ได้แล้วครับ ที่สำคัญความยินยอมของพ่อแม่นั้นให้แล้วถอนไม่ได้นะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คอลัมน์ woman &amp; law ใน Lisa ฉบับนี้ ผมพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปดูการต่อสู้ของสาวแกร่งในอดีตจนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมาย แล้วยิ่งเมื่อพิจารณาสังคมสมัยนี้ ผู้หญิงไทยแกร่งและเก่งขึ้นมาก แต่ก็ย้ำอีกครั้งนะครับว่าผู้ชายไทยส่วนใหญ่ยังชอบผู้หญิงแกร่งที่อ่อนโยนนะครับ <br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@</font>
</p>
<br>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ฤดูร้อน & สงกรานต์...ช่วงที่ต้องระวัง ( Lisa ฉ.14/2551)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=37</link>
<description><p>
<font size="3">ฤดูร้อน &amp; สงกรานต์...ช่วงที่ต้องระวัง ( Lisa ฉ.14/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อถึงฤดูร้อนทีไร ทำให้ผมอยากจะไปเที่ยวน้ำตกหรือทะเลให้ชุ่มปอด เพื่อลดอาการร้อนรุ่มกายใจ และผมก็คิดว่าคุณผู้อ่าน Lisa หลาย ๆ ท่านก็คงคิดไม่ต่างจากผม (สังเกตได้จากใบลาพักร้อนของลูกน้องครับ) แต่ก็ใช่ว่าฤดูร้อนจะมีแต่ข้อเสียเพราะอุณหภูมิร้อนแรงเหลือกำลัง ข้อดีของหน้าร้อนก็มีนะครับ อย่างน้อยที่สุดต้นไม้ใบหญ้าโดยเฉพาะดอกไม้ฤดูร้อนบ้านเราก็ชูช่อสีสันสวยงามให้คนไทยได้ชื่นชม โดยเฉพาะตลอดสองข้างทางถนนซึ่งเวลาที่ผมขับรถไปที่ไหน ๆ กับลูกเมีย ก็ต้องคอยตอบคำถามที่ว่า &ldquo;ต้นอะไรน่ะป๊า?&rdquo;...ส่วนใหญ่ผมก็ตอบได้แค่ว่า &ldquo;ไม่รู้&rdquo; ยกเว้นแต่ต้นคูน ดอกสีเหลือง ๆ นี่แหละครับ ที่ผมเห็นมาแต่เล็ก ๆ เพราะมันบานเต็มไปหมดในช่วงฤดูร้อนแถวภาคอีสาน บ้านเกิดของผม<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฤดูร้อน...ความหมายตามช่วงเวลา<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พูดถึงฤดูร้อนปีนี้ ผมคิดถึงประเทศจีนขึ้นมาเลยครับ เพราะเขากำลังจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 29 (2008 Summer Olympics) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม ปี ค.ศ. 2008 (วันที่ 8 เดือน 8 ปี ค.ศ. 2008) - 24 สิงหาคม ปี ค.ศ. 2008 (ปีนี้แหละครับ) โอลิมปิกครั้งนี้ถือเป็นโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 3 ของทวีปเอเชียเรา หลังจากที่ประเทศในทวีปเอเชียเป็นเจ้าภาพ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2507 และโอลิมปิกที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2531 แม้ว่าช่วงเวลาที่จัดโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็นช่วงฤดูร้อนในเมืองไทยของเรา แต่ผมเข้าใจว่าที่ปักกิ่งคงจะมีอากาศปลอดโปร่ง เหมาะสำหรับแข่งขันกีฬาระดับโลกก็เป็นได้ยิ่งทางจีนแถลงว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของเขาให้ปรากฏแก่ชาวโลก ซึ่งเขาอ้างว่ากีฬาโอลิมปิกครั้งนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น &ldquo;อภิมหาโอลิมปิก&rdquo; ทีเดียว<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อมีการนำเอาฤดูร้อนไปทำเป็นสัญลักษณ์กีฬาแล้ว ก็ทำให้ผมคิดถึงเพลงและหนังที่เกี่ยวกับฤดูร้อนครับ ถ้าเป็นสมัยที่ผมเป็นเด็ก ๆ ก็ต้องเพลง &ldquo;เย็นลมว่าว&rdquo; ของวงสุนทราภรณ์ แต่ถ้าหากเป็นยุคนี้ ผมก็เคยได้ยินเพลงที่ชื่อ &ldquo;ฤดูร้อน&rdquo; ของวง PARADOX ซึ่งลูก ๆ มักเปิดฟังในรถ (ทำให้ผมต้องฟังไปด้วย) ทำนอง เสียงร้อง เนื้อหาก็ใช้ได้เลยาะทีเดียวครับ เนื้อเพลงพูดถึงการที่เขาไม่มีสาวไว้เคียงกายเหมือนฤดูร้อนปีก่อน ๆ (เหงาหล่ะสิครับ) หันไปมองป้ายโฆษณาหนังเกาหลี ก็เห็นหนังที่ชื่อ &ldquo;Once in summer&rdquo; แหมฤดูร้อนเนี่ย ถูกใช้ทั้งในหนัง ในเพลง จนกระทั่งกีฬาโอลิมปิกเลยครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp; หน้าร้อน...ระวังอารมณ์ร้อน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในช่วงฤดูร้อนนี้นะครับ นอกจากการพยายามทำร่างกายให้เย็นสบายแล้ว คุณผู้อ่านต้องหัดทำใจให้เย็นตามไปด้วย อย่าไปเดือดตามอุณหภูมิที่สูงปรี้ด เพราะอาจเกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้างได้ เนื่องจากอากาศร้อนนี่แหละครับ เลยทำให้คนเราหงุดหงิด เห็นอะไรไม่ถูกใจบวกกับอากาศที่ร้อนรุ่มอาจจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ เช่นเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกับสามี (ภรรยา) และลูก ญาติพี่น้อง เจ้านาย หนักหนาสาหัสอาจจะลุกลามกลายเป็นการทำร้ายร่างกาย เพราะเริ่มพูดกันไม่รู้เรื่อง จำเอาไว้เลยนะครับว่าถ้ามีเรื่องทะเลาะกันแล้ว ต้องให้จบที่การด่าทอกันเท่านั้น อย่าให้เลยเถิดถึงขนาดทำร้ายร่างกายกัน เพราะถ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือแล้ว กฎหมายไทยไม่ให้ท่านยอมความกันแล้วนะครับ <br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2551 ที่เพื่อนรักถกเถียงกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ต้องหามส่งโรงพยาบาล เพราะทะเลาะกันเรื่องการเมือง แต่พอได้สติเพราะสร่างเมา ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากไปโรงพัก (คือจะไม่เอาความเพราะเป็นเพื่อนกันนั่นแหละครับ) แบบนี้ไม่ได้แล้วนะครับเพราะกฎหมายอาญากำหนดโทษในกรณีนี้ไว้ว่า &ldquo;ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดภยันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295)&rdquo;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้เวลาที่คุณผู้อ่านเกิดอาการร้อนรุ่มแล้วทะเลาะเบาะแว้งท่ามกลางธารกำนัลหรือในสถานที่สาธารณะทั้งหลาย ใช่ว่าเรื่องที่คุณทะเลาะกันเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว ใครอย่าได้มายุ่งนะครับ เพราะการทะเลาะกันในที่สาธารณะเช่นนี้ถือเป็นการรบกวนสิทธิของคนอื่น โดยคู่กรณีทั้งหมดมีความผิดโทษฐานทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในสาธารณสถานปรับไม่เกิน 500 บาทครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หน้าร้อน...ระวังสุนัขดุ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกเรื่องที่บรรดาท่านเจ้าของสุนัขต้องพึงระมัดระวังคือในช่วงฤดูร้อน มักจะเป็นช่วงเวลาที่น้องสุนัขมักจะหงุดหงิดง่าย (เมื่อเทียบกับฤดูกาลอื่น ๆ) เนื่องจากสุนัขเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อเพื่อระบายความร้อน แถมยังมีขนปกคลุมตัวทำให้ร้อนกันไปใหญ่ ดังนั้นการระบายความร้อนของสุนัข จึงอาศัยการระบายออกโดยน้ำลายเพียงอย่างเดียวครับ ทำให้สุนัขในฤดูร้อนจึงมีน้ำลายมาก (คุณสาว ๆ กรุณาให้อภัยมันนะครับ หากมันทำน้ำลายยืดน้ำลายหกต่อหน้าคุณ) โดยเฉพาะสุนัขพันธ์ใหญ่และพันธุ์หน้าสั้นแบบนี้น้ำลายยิ่งยืดเลอะเทอะเลยครับ ดังนั้นจากการเลี้ยงสุนัขและสอบถามสัตวแพทย์เขาแนะนำว่าในช่วงฤดูร้อนควรตัดขนน้องหมายิ่งสั้นยิ่งดี รวมทั้งต้องคอยอาบน้ำให้มันเพื่อช่วยลดความร้อนในตัวมันนั่นแหละครับ ที่สำคัญควรเปลี่ยนน้ำดื่มให้สุนัขอย่างน้อยวันละ 2 เวลา ในกรณีวันที่อากาศร้อนจัดกว่าปกติ เจ้าของควรเตรียมน้ำแข็งใส่น้ำให้สุนัขดื่ม ยิ่งร้อนมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเตรียมน้ำให้เย็นมาก ๆ เพื่อลดอุณหภูมิให้สุนัขครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ร่ายยาวถึงการเลี้ยงสุนัขในฤดูร้อน ก็เลยนึกถึงข้อกฎหมายที่คุณต้องระวังก็คือหากคุณเลี้ยงสุนัขเลี้ยงแมวภายในบ้าน แล้วมีคนอื่นจะเข้ามาในบ้านของคุณ คุณต้องไปผูกหรือล่ามโซ่สุนัขไว้ก่อนที่จะเปิดประตูบ้านต้อนรับแขกนะครับ เพราะหน้าที่ผู้เลี้ยงสุนัขตาม พ.ร.บ. ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 คือต้องพยายามป้องกันระมัดระวังไม่ให้สุนัขของเราไปสร้างภัยอันตรายต่อผู้อื่นครับ และหากคุณเผลอเรอปล่อยปละละเลยให้สุนัขทำอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ท่านเจ้าของสุนัขต้องรับโทษตาม กฎหมายอาญามาตรา 377 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ แถมคุณยังต้องรับผิดชดใช้ตาม กฎหมายแพ่งมาตรา 433 ให้กับคนที่ได้รับความเสียหายจากการที่สุนัขของคุณไปทำอันตรายคนอื่น หรือทรัพย์สินของคนอื่นเขา เห็นไหมครับว่า มีหมาเหมือนมีลูกเลยนะครับ<br>
&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สงกรานต์...ระวังการใช้รถ<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงฤดูร้อนนั้น มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะคุณสาว ๆ ที่เตรียมตัวขับรถไปเที่ยวสงกรานต์ หรือต้องใช้รถใช้ถนนในช่วงนี้ เพราะทั้งอากาศก็ร้อน ไหนต้องระวังคนเล่นสงกรานต์ ไหนต้องระวังคนเมาแล้วขับ ฯลฯ ซึ่งในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ ก็กำหนดจุดให้เล่นสงกรานต์เป็นเรื่องเป็นราวไม่กี่จุด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน เช่นในกรุงเทพฯ ก็กำหนดให้เล่นสงกรานต์ที่ถนนข้าวสาร ถนนโชคชัย 4 ซึ่งคุณผู้อ่านที่ไม่อยากปวดหัวกับการเดินทางหรือการขับรถก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางเหล่านี้ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องคำนึงถึงหลักการความปลอดภัย 3 ม. 2 ข. 1 ร. ที่มักจะออกมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดในช่วงสงกรานต์ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กฎ 3 ม 2 ข 1 ร...ในช่วงสงกรานต์<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณผู้อ่านครับเนื่องจากในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ก็มักจะมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บเพราะอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนนอย่างมากมาย ปีที่ผ่านมาคือสงกรานต์ 2550 (วันที่ 11-17 เมษายน 2550) มีอุบัติเหตุจราจรเกิดขึ้นทั่วประเทศ 4,274 ราย (ปี 2549 เกิดขึ้น 4,197 ราย) มีผู้เสียชีวิต 361 คน (ปี 2549 เสียชีวิต 375 คน) โดยจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือขอนแก่น (บ้านเกิดผมเองครับ) เพราะ 7 วัน มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรถึง 16 คน อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่เขาก็พยายามใช้มาตรการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจราจรด้วยกฎ 3 ม. 2 ข. 1 ร. ที่คุณผู้อ่าน Lisa ควรทำความเข้าใจไว้เพื่อจะป้องกันอุบัติเหตุจราจรและไม่ถูกจับปรับดังนี้ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; * ม ที่ 1 เมาไม่ขับ เหตุผลง่าย ๆ ครับ เมาแล้วคุณภาพในการขับรถลดลง ทำให้เขาต้องเข้มงวดว่าหากคุณขับรถในขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000 - 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องบำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งถูกควบคุมความประพฤติอีกด้วย<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; * ม ที่ 2 สวมหมวกนิรภัย เพราะอุบัติเหตุจราจรที่เกิดขึ้นนั้น เกิดกับรถจักรยานยนต์ถึงร้อยละ 80 ซึ่งแม้ว่าหมวกนิรภัยไม่ใช่หมวกป้องกันอุบัติเหตุ แต่สามารถลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้ ดังนั้นหากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ / ผู้โดยสารรถดังกล่าวไม่สวมหมวกนิรภัย มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; * ม ที่ 3 มอเตอร์ไซค์ปลอดภัย เนื่องจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับรถมอเตอร์ไซค์นั้นนอกจากสาเหตุอื่น ๆ แล้ว มักจะพบว่าสภาพของรถมอเตอร์ไซค์ที่มีความบกพร่อง เช่นบกพร่องในระบบห้ามล้อ ไฟไม่ส่องสว่าง หรือมีการดัดแปลงสภาพรถมาใช้ขับขี่บนท้องถนน มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; * ข ที่ 1 ใบขับขี่ สำคัญนะครับใบนี้ เพราะสาเหตุอุบัติเหตุจราจรสาเหตุหนึ่งที่สำคัญคือผู้ขับขี่ไม่มีความรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัย ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมที่ถูกต้องมาเลย ดังนั้น หากขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; * ข ที่ 2 รัดเข็มขัดนิรภัย หลายคนอาจจะสงสัยว่าเข็มขัดนิรภัยสำคัญอย่างไร ก็เพราะว่าเมื่อรถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่าใด ผู้ที่อยู่ในรถก็จะเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่ากับรถ ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ผู้ที่อยู่ในรถกระแทกกับตัวรถ อวัยวะภายในร่างกายจะกระแทกกัน หรืออาจจะกระเด็นหลุดออกมาจากรถได้ (เห็นภาพไหมครับ) ดังนั้นการรัดเข็มขัดนิรภัยแม้จะไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ แต่สามารถช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บถึงร้อยละ 40 &ndash; 50 ครับ เมื่อมีเหตุผลที่ดีเช่นนี้ หากท่านขับรถไม่คาดเข็มนิรภัย หรือไม่จัดให้คนโดยสารซึ่งนั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับขี่ให้รัดเข็มขัดนิรภัยด้วยละก็ย่อมต้องถูกโทษปรับไม่เกิน 500 บาท<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; * 1 ร ขับรถเร็ว เนื่องจากการขับขี่รถด้วยความเร็วสูงทำให้ความสามารถในการทรงตัวของรถน้อยลง ระยะเวลาในการตัดสินใจก็จะน้อยลงตามไปด้วย และความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะสัมพันธ์กับความเร็วของรถ เพราะจากสถิติมีอุบัติเหตุจราจรที่เกิดขึ้นเพราะการขับขี่รถเร็วจะสูงถึงร้อยละ 24 ดังนั้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจราจร หากท่านขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาทครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เหล่านี้เป็นเพียงแค่มาตรการขั้นพื้นฐานนะครับ เพราะปัจจุบันเขามีระบบจัดเก็บข้อมูลการทำผิดทางจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนนแล้ว ดังนั้น หากท่านกระทำทำความผิดเดิมซ้ำ ๆ บางครั้งโทษอาจถึงขั้นระงับ หรือยึดใบขับขี่ไม่ให้ใช้รถใช้ถนนเลยนะครับ ดังนั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ท่านต้องระมัดระวังเพิ่มหลายเท่าตัวด้วยเพื่อความปลอดภัย<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับฤดูร้อน วันพักร้อน หรือการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ก็ตาม สงกรานต์ก็ต้องกระทบคุณแน่นอนครับ อย่างน้อยที่สุดคุณก็มีวันหยุดในช่วงนี้ให้ใช้สอยได้ตามความต้องการ และไม่ว่าคุณจะใช้วันหยุดสงกรานต์ทำอะไรก็ตาม ขอให้ใช้สติและข้อกฎหมายเป็นหลักนะครับ<br>
&nbsp;</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; @@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</font>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>สัญญาจ้างทำของ...จ้างต่อเติมบ้าน</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=36</link>
<description><p>
<font size="3">สัญญาจ้างทำของ...จ้างต่อเติมบ้าน (Lisa ฉ.17/2551)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
</font>
</p>
<p>
<font size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปลายเดือนมีนาคม 2551 มีข่าวที่ดารานักร้องสาวสุดเซ็กซี่แคทลียา อิงลิช แพ้คดีในศาลชั้นต้น โดยเธอตกเป็นจำเลยในข้อหาผิดสัญญาตกแต่งเพิ่มเติมอาคาร (ทาวน์เฮาส์) เนื่องจากน้องแคทเธอถูกฟ้องว่าไม่ยอมจ่ายเงินค่างวดครั้งสุดท้าย แต่เธอก็มีเหตุผลนะครับ เพราะเธอบอกว่าผู้รับจ้างนั้นไม่สามารถก่อสร้างทาวเฮ้าส์ให้เสร็จตามที่กำหนดไว้ในสัญญา แต่เอะทำไมเธอถึงแพ้คดี เป็นเพราะอะไรหนอผู้ซื้อซึ่งซื้อบ้าน แต่ไม่ได้บ้านในแบบที่ต้องการ ฟังดูเผิน ๆ แล้วสมควรจะชนะคดี แต่กลับแพ้คดี เป็นเพราะอะไร และเกี่ยวกับข้อกฎหมายใดบ้าง ผมจะพูดคุยกับคุณผู้อ่านในคอลัมน์ &nbsp; woman &amp; law ของ Lisa ฉบับนี้ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คดีของ...น้องแคทลียา<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรื่องของน้องแคทมันก็มีอยู่ว่า (เล่าเหมือนนิทานไหมครับ) เมื่อประมาณต้นปี 2546 น้องแคทเธอได้ทำสัญญาซื้อขายทาวน์เฮาส์ 4 ชั้น ในโครงการปาร์คแลนด์ ย่าน ซ.เอกมัย 12 แขวงวัฒนา เขตพระโขนง กทม. โดยในสัญญาระบุว่า น้องแคทสามารถตกแต่งเพิ่มเติมอาคารได้โดยมีคู่กรณีเป็นผู้ดำเนินการ แต่เมื่อคู่กรณีก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ น้องแคทเธอกลับไม่ยอมชำระค่าจ้างที่ค้างอีก 1.6 ล้านบาท จึงนำมาสู่การฟ้องร้องของคู่กรณีที่ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2550<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝั่งของน้องแคทเมื่อเธอตกเป็นจำเลย (ไม่ใช่จำเลยรักนะครับ) เธอก็ให้การต่อศาลโดยกล่าวปฏิเสธและต่อสู้ว่าคู่กรณีไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดจึงต้องขยายเวลาออกไปและไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ จนต้องจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาก่อสร้างเพิ่มเติม รวมเป็นเงิน 3 ล้านบาท การฟ้องของโจทก์จึงไม่ได้มีมูลหนี้ต่อกันแล้วค่ะศาล<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อศาลสอบคำให้การพยานบุคคลและพยานหลักฐานต่าง ๆ ของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า โจทก์-จำเลยทำสัญญาซื้อทาวน์เฮาส์กันแล้ว ซึ่งจำเลยคือน้องแคทเอง เธอก็ยอมรับในข้อเท็จจริงด้วยว่า โจทก์คือคู่กรณีของน้องแคทก็เข้าไปก่อสร้างตกแต่งอาคารตามสัญญาบางส่วน น้องแคทจึงต้องรับผิดต่อคูกรณีเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ตามมูลค่างานที่ได้ทำให้น้องแคทไปแล้ว พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนคุณผู้อ่าน Lisa จะหยิบยกเป็นอุทาหรณ์ก็คือเรื่องของการทำสัญญาซื้อขายบ้านซึ่งมันมีสัญญากำกับอยู่แล้วครับ แต่สิ่งที่ผมเห็นเป็นปัญหามาโดยตลอดของการทำหน้าที่เป็นทนายของผมก็คือเรื่องของการจ้างผู้รับเหมามาต่อเติมบ้าน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยสัญญาจ้างทำของ โดยผมคิดว่าคุณผู้อ่านน่าจะได้รับทราบไว้ เผื่อต้องใช้ปกป้องตัวเองต่อไปครับ <br>
สัญญาจ้างทำของ...คืออะไร<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สัญญาจ้างทำของเป็นเอกเทศสัญญาที่มุ่งเน้นที่ฝีมือและผลสำเร็จของงานที่จ้างเป็นสิ่งสำคัญสุดครับ โดย กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 587 ให้ความหมายของสัญญาจ้างทำของว่า &ldquo;อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น&rdquo;&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลักษณะพิเศษ...ของสัญญาจ้างทำของ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามกฎหมายการเกิดขึ้นของสัญญาจ้างทำของแม้ไม่มีหลักฐานใด ๆ ก็สามารถฟ้องร้องกันได้ หรือแม้จะมีหลักฐานกันเป็นหนังสือ แต่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงภายหลัง ก็ยังสามารถสืบหักล้างหลักฐานอันเป็นหนังสือนั้นก็อาจทำได้นะครับ (ฎีกา 2186/2507) หรือการทำสัญญาตั้งตัวแทนไปทำสัญญาจ้างทำของก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือเช่นกันครับเรียกว่าไม่มีแบบตายตัว<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้เวลาที่คุณจ้างใครทำของให้คุณ เช่นต่อเติมบ้าน จัดสวน สร้างสวนหย่อม ฯลฯ คุณมีสิทธิตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 592 ที่ว่า &ldquo;ผู้รับจ้างต้องยอมให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนของผู้ว่าจ้างตรวจตราการงานได้ตลอดเวลาที่ทำอยู่นั้น&rdquo; ซึ่งหมายถึง ผู้ว่าจ้าง มีสิทธิฯ เข้าไปตรวจตราฯ เพื่อประโยชน์ในการตักเตือนให้ผู้รับจ้างทำงานให้ถูกต้อง เรื่องนี้คุณต้องใช้ศิลปะพอดูทีเดียวนะครับ ต้องไม่แข็งหรืออ่อนเกินไปในการตรวจงาน เพราะหากคุณไปจิกหัวสั่งเขา หรืออ่อนข้อยอมเขาไปหมด รับรองได้ว่าคุณไม่ได้สิ่งของตามคุณภาพที่คุณต้องการแน่นอนครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ไม่สมบูรณ์...ไม่ตรวจรับงาน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พูดคุยมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านหลาย ๆ ท่านอาจจะตั้งคำถามกับผมว่า &ldquo;แหมอาจารย์ประมาณ ผู้ว่าจ้างต้องใช้ศิลปะไม่แข็งไม่อ่อนได้หรือค่ะ เพราะบางทีดิฉันลมแทบจับ เมื่อเห็นวัสดุที่เขาใช้ทำงาน...&rdquo; <br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ใจเย็น ๆ ครับ กฎหมายก็มีทางออกให้ท่านตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 594 โดยมีหลักว่า ถ้ามีงานบกพร่อง ผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างแก้ไขข้อบกพร่องก่อนก็ได้ โดยกำหนดเวลาอันควรให้ทำ ถ้าผู้รับจ้างไม่ทำก็ให้บุคคลภายนอกทำได้ โดยผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งการทำงานบกพร่องหรือฝ่าฝืนสัญญานั้นต้องเกิดจากความผิดของผู้รับจ้างเองด้วยนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รับต่อเติมบ้าน...แล้วจ่ายงานต่อ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บางคนอาจจะเคยพบเจอปัญหาที่ว่าจ้างคนมาต่อเติมบ้าน เช่นสร้างห้องครัว ห้องแม่บ้าน ทำห้องน้ำเพิ่ม แต่ปรากฏว่ามีหลายกลุ่มคนมากที่เข้ามารับช่วงต่อจากผู้รับจ้างของคุณ (จนทำให้คุณหวั่นไหว ว่าบ้านตูจะออกมาหลากหลายสไตล์ไหมหนอ?) เรียนอย่างนี้นะครับว่า เป็นสิทธิของผู้รับจ้างเขาครับที่จะสามารถแบ่งงานที่รับมาบางส่วน หรือทั้งหมดแก่ผู้รับจ้างช่วงได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคุณ (ซึ่งแตกต่างจากสัญญาจ้างแรงงาน) แต่เขาจะต้องรับผิดชอบงานอันเกิดจากการกระทำผู้รับจ้างช่วงนั้นด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามอาจมีข้อตกลงยกเว้นการจ่ายงานต่อก็ได้ตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 607 คือ ห้ามว่าจ้างงานช่วงต่อให้บุคคลอื่น โดยเมื่อรับจ้างงานแล้วก็ต้องรับทำงานนั้นตามสัญญาจนเสร็จ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อตกลงกันไว้ แต่เมื่อคุณทราบว่ามีการรับจ้างช่วง คุณกลับไม่ได้ทักท้วง ไม่ว่ากล่าว ไม่เลิกสัญญา คุณก็ไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ทางศาลได้นะครับ ต้องจ่ายสินจ้าง และไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายต่าง ๆ นา ๆ ได้ ดังนั้น ถ้าไม่พอใจอะไรให้รีบทักท้วงก่อนเลยนะครับ<br>
จ้างต่อเติมบ้าน...แล้วชำรุด<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาที่หลาย ๆ คนพบก็คือหลังจากที่ตรวจรับบ้านมาแล้ว กลับพบปัญหา เช่น เพดานร้าว ผนังบ้านกะเทาะ พื้นทรุด ระบบน้ำรั่วซึม ฯลฯ แบบนี้ กม.ก็ให้ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่อง ตาม กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 600 ที่ว่า &ldquo;ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาไซร้ ท่านว่า ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่อง เพียงแต่ที่ปรากฏขึ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันส่งมอบ หรือที่ปรากฏขึ้นภายใน 5 ปี ถ้าการที่ทำนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้ แต่ข้อจำกัดนี้ท่านมิให้ใช้บังคับเมื่อปรากฏว่าผู้รับจ้างได้ปิดบังความชำรุดบกพร่องนั้น&rdquo;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นั่นก็คือผู้รับจ้างจะต้องรับผิดฯ ภายใน 1 ปี นับแต่ส่งมอบสำหรับจ้างทำของทั่วไป และภายใน 5 ปี สำหรับสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน ซึ่งคุณต้องฟ้องให้คู่กรณีรับผิดชอบหลังจากพบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้นตามระยะเวลาข้างต้น ยกเว้นแต่ว่าถ้าผู้รับเหมาพยายามปกปิดความชำรุดนั้น แบบนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายแบบไม่จำกัดระยะเวลาได้เลยครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปกติแล้ว ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดในชำรุดบกพร่อง แต่ก็มีข้อยกเว้นคือ ความชำรุดนั้นเกิดจากสัมภาระ (วัสดุอุปกรณ์) ที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาหรือผู้ว่าจ้างระบุ ออกคำสั่งให้ใช้วัสดุนั้น ( กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 591) เว้นแต่ผู้รับจ้างรู้อยู่แล้วว่าวัสดุอุปกรณ์นั้นไม่เหมาะสม หรือคำสั่งไม่ถูกต้อง แล้วผู้รับจ้างไม่แจ้งเตือนผู้ว่าจ้าง อันนี้ ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถปฏิเสธความชำรุดบกพร่องนั้นได้ หรือกรณีที่ผู้ว่าจ้างยอมรับงานที่ชำรุดบกพร่องนั้น โดยไม่ได้อิดเอื้อน (กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา 598) แบบนี้ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ยกเว้นแต่ ความชำรุดบกพร่องนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่สามารถพบได้ในขณะส่งมอบหรือผู้รับจ้างได้ปิดบังเอาไว้ ผู้ว่าจ้างก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุชำรุดพกพร่องดังกล่าวได้ครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จ้างต่อเติมบ้าน...แล้วล่าช้า<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกปัญหาหนึ่งที่พบเห็นบ่อยครั้ง คือทำงานเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จเสียที บางท่านรอจะใช้บ้านที่ต่อเติมเป็นเรือนหอ ทำไปทำมาลูกคนแรกคลอดแล้วบ้านที่ต่อเติมก็ยังไม่เสร็จเลยครับ แบบนี้ กม.แพ่งและพาณิชย์มาตรา ม.596 ระบุว่า &ldquo;ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาเมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะได้ลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้&rdquo; จำเอาไว้ว่า เวลาที่คุณบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมาเพราะเขาทำงานไม่เสร็จตามเวลา อย่าให้เขาปฏิบัติงานต่อไปนะครับ เพราะจะถือว่าคุณไม่ได้ถือเอาระยะเวลาก่อสร้างเป็นเงื่อนไขสำคัญ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บางกรณีการส่งมอบงานชักช้า ไม่ทำให้ผู้รับจ้างถูกลดสินจ้าง (ค่าจ้าง) หรือเลิกสัญญา เช่น ผู้ว่าจ้างมีคำสั่งให้รื้อแก้ไข วัสดุอุปกรณ์ที่ผู้ว่าจ้างจัดหาไม่ดี ฯลฯ ทำให้งานต้องล่าช้าออกไป หรือผู้ว่าจ้างรับมอบงานโดยไม่ได้อิดเอื้อน ตาม ม.597 (ตรวจรับงาน ทั้ง ๆ ที่ส่งงานล่าช้า) ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดที่ส่งมอบงานล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นการลดสินจ้างหรือการบอกเลิกสัญญาครับ<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จริง ๆ แล้ว การจ้างต่อเติมบ้านมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะครับ ฉบับนี้ผมคัดเอามาแต่เรื่องที่เรามักจะพบเจอกันอยู่บ่อย ๆ เพื่อให้คุณผู้อ่าน Lisa นำไปแก้ไขเมื่อเจอปัญหาแบบนี้ พบกันใหม่ฉบับหน้าครับ<br>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</font>
</p>
</description>
</item>

</channel>
</rss>