<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>ประมาณ.คอม บริษัทอาณาจักรกฎหมาย จำกัด</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn</link>
<description>Pramarn.com</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>ซื้อทัวร์แล้ว...แต่กลับถูกหลอก (Lisa ฉ.16/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=142</link>
<description><p>
ซื้อทัวร์แล้ว...แต่กลับถูกหลอก (Lisa ฉ.16/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเราครับ ทั้งจากทัวร์ภายนอกประเทศและคนไทยเองนี่แหละครับที่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติและวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วทั้งประเทศไทยที่คุณผู้อ่านเองก็สามารถเลือกท่องเที่ยวได้ตามรสนิยมครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในบ้านเราและคุณผู้อ่าน Lisa บางท่านเป็นกังวลและได้ไถ่ถามมากับกองบรรณาธิการคือหลังจากที่มีข่าวเมื่อปลายธันวาคม 2552 ต่อเนื่องมาถึงต้นเดือนมกราคม 2553 ว่ามีนักท่องเที่ยวหลายคนถูกหลอกให้ซื้อโปรแกรมทัวร์ในงานที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดบูธส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยให้บริษัทฯ ทัวร์น้อยใหญ่มาออกงานแต่พอถึงเวลาจริงกลับโอละพ่อ บริษัทฯทัวร์แห่งนั้นปิดบริษัทหายจ้อย...ผมจะคุยเรื่องเหล่านี้กับคุณผู้อ่านใน Lisa ฉบับนี้แหละครับ<br>
<br>
&nbsp;ซื้อแพ็คเก็จแล้ว...แต่ถูกเบี้ยว<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 ประชาชนผู้เสียหายจำนวน 26 คน นำหลักฐานใบเสร็จรับเงินเดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพีนีให้ดำเนินคดีกับ บริษัท เซาเธิร์นพลัสเทรเวล จำกัด และพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หลังผู้เสียหายได้เข้าไปซื้อแพ็กเก็จท่องเที่ยว จังหวัดกระบี่จากบริษัทดังกล่าวทั้งในงานอะเมซิ่ง ไทยแลนด์แกรนด์เซล 2009 จัดขึ้นระหว่าง 30 กรกฎาคม &ndash; 2 สิงหาคม 2552 และงานมหัศจรรย์เที่ยวไทย เมื่อวันที่ 4-6 ธันวาคม 2552 แต่ปรากฏว่าไม่สามารถท่องเที่ยวได้จริงตามนั้น แถมผู้เสียหายเหล่านี้ก็สูญเงินไปรวมกันเกือบล้านบาท<br>
&nbsp;&nbsp;เรื่องนี้ชัดเจนครับว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เพราะบริษัททัวร์เอาเงินของผู้เสียหายไปแล้วแต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำตามที่โฆษณาไว้ แถมปิดบริษัทฯ หนีอีก ซึ่งโทษในคดีนี้ในเบื้องต้นคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ<br>
<br>
&nbsp;มีบทลงโทษ...จาก ททท. อีก<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;บริษัทท่องเที่ยวหรือบริษัททัวร์ใดๆ ก็ตาม ที่มีความผิดประเภทลูกค้าซื้อทัวร์ไปแล้ว แต่บริษัทแจ้งยกเลิกการเดินทางและไม่ยอมคืนเงินให้ หรือเบี้ยวลูกค้าหน้าตาเฉยอย่างกรณีข้างต้น แบบนี้นอกจากถูกสั่งให้คืนเงินตามจริงแล้ว บริษัทฯ จะต้องถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามพ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 โดยมีกำหนดระยะเวลา แต่ไม่เกินครั้งละ 6 เดือนครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;นักท่องเที่ยว...ได้เงินชดใช้<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;นอกจากบริษัทท่องเที่ยวต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งปวงหลังจากที่ผู้เสียหายไปแจ้งความแล้ว หากคุณผู้อ่านซึ่งซื้อทัวร์จากบริษัทฯ ที่จดทะเบียนกับ ททท. แล้วคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ คุณในฐานะนักท่องเที่ยวยังสามารถร้องเรียนที่นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ณ สำนักงานธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ใกล้บ้านได้เลยนะครับ โดยคุณจะได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายในวงเงินตามประเภทใบอนุญาตที่บริษัท ฯ แห่งนั้นได้ทำเอาไว้ ดังนี้ครับ<br>
&nbsp;&amp;&nbsp; ใบอนุญาตท่องเที่ยวภายในจังหวัดและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อ ชดใช้ไม่เกิน 10,000 บาท<br>
&nbsp;&amp;&nbsp; ใบอนุญาตท่องเที่ยวภายในประเทศ ชดใช้ไม่เกิน 50,000 บาท<br>
&nbsp;&amp; ใบอนุญาตนำนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาเที่ยวภายในประเทศ (Inbound) ชดใช้ไม่เกิน 100,000 บาท<br>
&nbsp;&amp; ใบอนุญาตนำนักท่องเที่ยวภายในประเทศ เดินทางท่องเที่ยวยังต่างประเทศ (Outbound) และนำนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาเที่ยวภายในประเทศ (Inbound) ชดใช้ไม่เกิน 200,000 บาท<br>
<br>
&nbsp;รักษาเอกสาร...ไว้เป็นหลักฐาน<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;เอกสารท่องเที่ยวต่างๆ เช่นโปรแกรมเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว รายการนำเที่ยว ใบเสร็จรับเงิน ฯลฯ เป็นสิ่งที่ผู้ซื้อทัวร์ต้องเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้สุดชีวิตเลยนะครับ อย่าไปทิ้งขว้าง เพราะจะเป็นหลักฐานสำคัญและเป็นประโยชน์เมื่อมีการร้องเรียนในภายหลัง นอกจากนี้คุณผู้อ่านต้องพิจารณานะครับว่าชื่อผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในใบอนุญาตและในใบเสร็จรับเงินต้องตรงกัน และจำนวนเงินต้องถูกต้อง ตรวจสอบเงื่อนไขอื่นๆ ตามเอกสารให้ถูกต้องตรงตามที่เขาได้ตกลงกับคุณไว้ด้วยวาจาด้วยนะครับ <br>
<br>
&nbsp; สำหรับคนที่นิยมซื้อแพ็กเก็จตามงานแฟร์หรืองานเทศกาลต่างๆ จำไว้เลยนะครับว่าควรชำระแค่ส่วนหนึ่งก่อนอย่าเพิ่งชำระเต็ม เมื่อเกิดเหตุขึ้นต้องรีบแจ้งความเพื่อควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในการกระทำความผิด ขั้นต่อไปคือเข้าไปร้องเรียนที่การท่องเที่ยวใกล้บ้านเพื่อรับเงินชดใช้ค่าเสียหายครับ<br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
&nbsp; <br>
&nbsp;
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ใบหน้าพัง...เพราะคลินิกความงาม ( Lisa ฉ.15/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=141</link>
<description><p>
ใบหน้าพัง...เพราะคลินิกความงาม ( Lisa ฉ.15/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ., น.บ.ท., น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ช่วงกลางๆ เดือนมีนาคมที่ผ่านมามีข่าวของสาวสวยเซ็กซี่ระดับฮอลีวู้ดนามว่า เจสสิก้า ซิมป์สัน เธอเดินทางมาเมืองไทยเพื่อถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับความสวยความงามครับ เธอเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกเพื่อค้นหาความหมายของความงาม คำตอบจากประเทศไทยมีทั้งคำตอบทางบวกและลบครับ โดยเฉพาะมุมมองทางลบที่มีต่อนิยามความสวยของคนไทยนั้น เจสสิก้าเธอเห็นว่าคนไทยมีนิยามความสวยคือ &ldquo;ความขาว&rdquo; ทั้งๆ ที่ผิวสีแทนของคนไทยเป็นสุดยอดความงาม พอๆ กับที่เธอตั้งคำถามถึงการที่สาวไทยหลายคนเชื่อว่าการรับประทานแมลงทอดซึ่งมีกรดอะมิโนจะช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกายอันจะส่งผลต่อการลดน้ำหนัก ซึ่งการกินแมลงทอดนั้นเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเธอครับ <br>
แต่เรื่องไหนก็ไม่กระเทือนคนไทยเท่าการที่เธอวิจารณ์ความงาม ของสาวกระเหรี่ยงคอยาวในประเทศไทยที่สวมห่วงคอว่าเป็นการทรมานตนและไม่มีความสวยงามใดๆ เลย&nbsp; ร้อนถึงนักวิชาการด้านวัฒนธรรมต้องออกมาชี้แจง เรื่องนี้ผมไม่ขอวิจารณ์ครับเพราะผมเป็นทนายความ แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือการที่เธอพูดถึงสาวๆ หลายคนที่ยอมทดลองใช้เครื่องสำอางหรือเข้ารับบริการในคลินิกจนใบหน้าพังเพราะผลที่ได้รับหลังการเข้าไปใช้บริการส่งผลเสียมากกว่าผลดีซึ่งในเรื่องนี้กฎหมายมีทางออกให้คุณสาวๆ ครับ<br>
<br>
&nbsp; ใบหน้าพัง&hellip;เพราะคลินิก<br>
<br>
&nbsp; คุณผู้หญิงหรือแม้แต่ผู้ชายบางคนยอมเจ็บปวดแลกกับความสวยความงาม เพราะเห็นคนอื่นๆเข้ารับการผ่าตัดหรือศัลยกรรมแล้วดูดีขึ้น สวยขึ้น หล่อขึ้น ไม่ว่าจะทำจมูกโด่ง ทำตา 2 ชั้น เสริมคาง เสริมโหนกแก้ม ทำลักยิ้ม ลบรอยตีนกา ฯลฯ ดังนั้นเธอหรือเขาจึงยินยอมพึ่งมีดหมอด้วยวิธีการศัลยกรรม แต่ปรากฏว่าพอเข้ารับการศัลยกรรมจากหมอแล้วใบหน้าพัง โดยเฉพาะคนที่ไปทำศัลยกรรมกับหมอเถื่อน (หมอที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์) เพราะบางรายถึงขนาดหน้าเน่าเละ จมูกเน่า หน้าโย้ แม้แต่ถึงขนาดหลับตาไม่ได้ กลายเป็นเสียโฉมหนักกว่าเดิมอีกครับ <br>
<br>
&nbsp; แบบนี้หมอผู้ทำการผ่าตัด หรือทำศัลยกรรมมีความผิดที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอ หรือมิได้ทำให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ หรือทำไปโดยความไม่รู้ ซึ่งกรณีหลังมักจะเกิดขึ้นจากบรรดาหมอเถื่อน อย่างนี้ก็ต้องถือว่าผู้ที่ทำศัลยกรรมให้กับคนไข้จนกระทั่งเสียโฉมหรือบางรายอาจจะทุพลภาพ เป็นการกระทำโดยประมาท ปราศจากความระมัดระวัง ในทางอาญาก็มีโทษจำคุก 3 ปี เลยทีเดียวนะครับ ส่วนในทางแพ่งระบุว่า ผู้ที่กระทำโดยประมาทจนกระทั่งทำให้ผู้อื่นเสียโฉมก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งปวงที่เกิดขึ้น ซึ่งทางกฎหมายถือเป็นคดีละเมิดที่ต้องดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนภายใน 1 ปี อย่าให้เกินกว่านี้เพราะคดีจะขาดอายุความจนไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ครับ<br>
<br>
&nbsp;ใบหน้าพังเพราะเครื่องสำอาง...จากคลินิก<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;บางคลินิกไม่ได้ผ่าตัดหรอกครับอาจจะจ่ายยาให้ผู้เข้ามารับบริการ อย่างเช่นกรณีของคุณกฤติยา หิรัญญาศาสตร์ ที่เธอเข้าร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2549 โดยแจ้งว่าคลินิกผิวหนังบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง รักษาใบหน้าของเธอซึ่งมีอาการแพ้แดด ด้วยขั้นตอนการรักษาในคลินิกและสั่งยาไปรับประทานจนเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีผื่นทั่วใบหน้า ทำให้เกิดความอับอาย จึงขอให้คลินิกรับผิดชอบในการรักษาโดยเรียกค่าเสียหายแต่ตกลงกันไม่ได้ <br>
<br>
&nbsp; เรื่องนี้แม้เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าคลินิกดังกล่าวเปิดดำเนินการโดยมีใบอนุญาตทุกอย่างแต่เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้ให้ปิดคลินิกชั่วคราวเป็นเวลา 15 วัน และให้เก็บครีมทาหน้าและผลิตภัณฑ์ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบสารเคมีต่างๆ อย่างละเอียด โดยเฉพาะการทำมัมมี่ใบหน้าที่ใช้กับคนไข้รายนี้อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา ประกอบกับยาหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นหลักฐานใช้รักษาไม่ได้ระบุชื่อยาเพียงแต่ระบุวิธีใช้ จึงไม่ทราบว่าเป็นยาที่มีสารอันตรายเป็นส่วนประกอบอยู่หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้หากพบว่าใบหน้าของเธอพังเพราะเครื่องสำอางหรือวิธีการรักษาจากคลินิก ทางคลินิกก็ต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งมวลครับ<br>
<br>
&nbsp;คลินิกล้ำหน้า...ก็ต้องระวัง<br>
<br>
&nbsp; กรณีของวุฒิศักดิ์คลินิกเมื่อปี 2551 ที่คลินิกแห่งนี้ใช้กรรมวิธีลบรอยเหี่ยวย่นที่เรียกว่า &ldquo;สเต็มเซลล์ โรลเลอร์&rdquo; และ &ldquo;เดอร์มา โรลเลอร์&rdquo; ซึ่งจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่งที่ทาง อย.ยังไม่ได้รับรองความปลอดภัยและยังไม่เคยอนุญาตให้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย เนื่องจากสรรพคุณไม่ชัดเจนและเครื่องมือดังกล่าวเข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องขออนุญาตนำเข้าหรือขายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขปี 2549 ผู้ผ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 250,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการโฆษณาซึ่งไม่ได้รับอนุญาตก็มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากโฆษณามีข้อความอันเป็นเท็จก็จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 20,000 บาทครับ<br>
<br>
&nbsp; คุณผู้อ่าน Lisa ต้องระมัดระวังให้เยอะๆ นะครับก่อนเข้ารับบริการเรื่องความงาม แต่ถ้ามีผลที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเขาก็พร้อมที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองดูแลคุณและผู้บริโภคคนอื่นๆ ให้ได้รับความเป็นธรรมครับ<br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>เมื่อกองเชียร์...ยกพวกตะลุมบอน (Lisa ฉ.14/53)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=140</link>
<description><p>
เมื่อกองเชียร์...ยกพวกตะลุมบอน (Lisa ฉ.14/53)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)<br>
<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งยังไม่เข้าสู่ฤดูร้อนแบบจริงๆ จังๆ เท่าไหร่นักแต่ที่ กรุงเทพฯกลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในแวดวงฟุตบอลไทยเมื่อกองเชียร์ฟุตบอลยกพวกตะลุมบอนกันจนเป็นภาพข่าวโด่งดังในทางแย่ๆ ของวงการกีฬาไทย ในเรื่องนี้คนไทยตั้งคำถามกันเยอะครับ เพราะกีฬาสร้างให้เกิดสปิริตคือการรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย แต่เมื่อสร้างกันไม่ได้กฎหมายก็ต้องเข้ามาจัดการครับ<br>
<br>
&nbsp;เหตุเกิด...ระหว่างทีมใหญ่<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;ถ้าเรื่องการยกพวกตะลุมบอนกันของกองเชียร์ทีมฟุตบอล หากเกิดแถวต่างจังหวัดห่างไกลไม่ค่อยมีใครรู้เห็นก็คงจะไม่เป็นเรื่องเท่ากับเมื่อกองเชียร์ทีมเมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด มีเรื่องกับกองเชียร์ทีมการท่าเรือไทย เอฟ.ซี. ในการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก ประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธุ์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันในช่วงนาทีที่ 80 หลังจากที่ทีมเมืองทองฯ สามารถทำประตูขึ้นนำทีมการท่าเรือไทยฯ 2-0 ทำให้แฟนบอลการท่าเรือฯ กว่า 5,000คน ไม่พอใจจึงระดมขว้างปาขวดน้ำ และจุดพลุโยนลงมาในสนามทำให้ผู้ตัดสินต้องสั่งหยุดเกมการแข่งขัน ขณะที่แฟนบอลการท่าเรือฯ บนอัฒจรรย์ก็ได้กรูเข้าทำร้ายร่างกายแฟนบอลเมืองทองฯ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคนอย่างที่เราเห็นในภาพข่าวกีฬานั่นแหละครับ<br>
<br>
&nbsp;ผิดหรือ?...ที่จะแสดงออก<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;ในเรื่องนี้ หากทะเลาะกันแบบหอมปากหอมคอโดย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือไม่มีการลงไม้ลงมือกันจนเลือดตกยางออก แต่เหตุทะเลาะวิวาทกลางที่สาธารณะแบบในสนามกีฬาแบบนี้เป็นการรบกวนสิทธิของคนอื่นนะครับ คือสิทธิที่เขาจะได้ดูฟุตบอลอบ่างสบายอารมณ์ สิทธิที่เขาจะได้เล่นฟุตบอล ฯลฯ แปลว่าโทษตามกฎหมายขั้นพื้นฐานคือความผิดทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในสาธารณสถานปรับไม่เกิน 500 บาทครับ<br>
<br>
&nbsp;ลงไม้ลงมือ...คือทำร้ายร่างกาย<br>
<br>
&nbsp; กรณีของกองเชียร์ยกพวกตะลุมบอนในครั้งนี้ ศาลตัดสินออกมาแล้วตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธุ์ 2553 ว่ากองเชียร์ทีมท่าเรือฯ จำนวนสิบคนที่มีหลักฐานว่าเข้าไปทำร้ายร่างกายกองเชียร์ทีมหนองจอกฯ ล้วนมีความผิดทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 โทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท แต่จำเลยให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 เดือนปรับ 2,000 บาทและเนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาเอาไว้ก่อน 1 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานควบคุมความประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี พร้อมกับให้บริการสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง และปรับเงินอีกคนละ 2,000 บาท<br>
<br>
&nbsp; สมาคมฟุตบอลฯ...ก็มีบทลงโทษ<br>
<br>
&nbsp; เรื่องการทะเลาะวิวาทของกองเชียร์ฟุตบอลครั้งนี้นั้นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ นะครับ ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบทลงโทษกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายดังกล่าว จนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 คณะกรรมการก็มีมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ทั้งสองฝ่ายถึง 5 ประการคือ&nbsp;&nbsp; <br>
<br>
1) ลงโทษทีมการท่าเรือฯ โดยการปรับเงินจำนวน 131,750 บาท เป็นค่าเสียหายของสนามศุภชลาศัยจากเหตุการณ์ดังกล่าว <br>
<br>
2) ลงโทษแฟนคลับทีมการท่าเรือฯ โดยห้ามเข้าชมฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก 3 นัดแรกในเกมเหย้า (ที่เล่นในสนามกลาง) โดยมอบหมายให้ทีมการท่าเรือฯ ตรวจสอบแฟนบอลด้วยว่าเป็นกองเชียร์ของทีมตัวเองหรือไม่&nbsp; <br>
<br>
3) สมาคมฟุตบอลฯ จะติดรูปถ่ายแฟนบอล 10 รายที่ถูกลงโทษตามคำสั่งศาลทุกสนาม เพื่อห้ามเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลทุกแห่งเป็นเวลา 1 ปี 4) ห้าม เรเน่ เดอซาเยียร์ หัวหน้าโค้ชเมืองทองฯ และนายสะสม พบประเสริฐ ผู้จัดการทีมการท่าเรือฯ ทำหน้าที่ในวันแข่งขัน 3 เกมติดต่อกัน และ 5)ห้ามนายพงษ์พิพัฒน์ คำนวณ ผู้เล่นการท่าเรือฯ ลงสนามแข่งขันฟุตบอล 3 นัดเนื่องจากมีส่วนในการยั่วยุกองเชียร์ให้เกิดการตะลุมบอนทำร้ายร่างกายทีมอื่นครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;การลงไม้ลงมือไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีกับใครๆ เลยนะครับ ยิ่งโดยเฉพาะในแวดวงกีฬาที่ต้องเคารพกฎ กติกา มารยาทของสังคมและกฎหมายอย่างเข้มงวดเพราะสามารถสร้างทั้งศรัทธาและความน่าผิดหวังให้กับผู้รับชมกีฬาได้ครับ<br>
<br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>กฎหมายฟอกเงินฉบับใหม่ (Lisa ฉ.13/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=139</link>
<description><p>
กฎหมายฟอกเงินฉบับใหม่ (Lisa ฉ.13/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)<br>
&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp; ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2553 มีข่าวของผู้แทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงข่าวในเรื่องที่จะบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2552 ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปลายตุลาคม 2552 กำหนดให้ 9 กลุ่มอาชีพใหม่ต้องรายงานการทำธุรกรรมเมื่อมีการใช้เงินสดตามที่กำหนดและเมื่อมีธุรกรรมต้องสังสัย โดย ปปง.อยู่ระหว่างออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2553 ครับผม<br>
<br>
&nbsp;ฟอกเงิน...คืออะไร<br>
<br>
&nbsp;ความหมายของคำว่า &ldquo;ฟอก&rdquo; ในภาษาไทยนั้นแปลว่า &ldquo;การทำให้สะอาดหมดจด&rdquo; ครับ ดังนั้นหากพิจารณาความหมายตรงๆ ของ &ldquo;การฟอกเงิน&rdquo; ก็จะแปลได้อย่างง่ายๆ ว่า การทำให้เงินที่เขาได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สุจริตหรือ &ldquo;เงินเถื่อน เงินสกปรก&rdquo; ให้เข้าสู่กระบวนการที่กลายเป็นเงินที่สะอาดหมดจด เสมือนหนึ่งว่าหามาได้จากการทำมาหากินสุจริต โดยใช้วิธีการให้เงินสกปรกนี้เข้าไปสู่มือของบุคคลที่ 3 หรือสถาบันการเงิน หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งบังหน้า เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร บ่อนการพนัน ตลาดหุ้น ร้านขายทอง เพชร พลอย นายทุนเงินกู้ฯลฯ ทำให้คนทั่วไปหรือสรรพากร รับรู้รับทราบว่าเงินนี้มีที่มาแบบถูกกฎหมาย<br>
<br>
&nbsp;กม.ฟอกเงิน...ปี 2542<br>
<br>
&nbsp;เมื่อมีอาชญากรรมในลักษณะนี้ในปี 2542 จึงมีการตรา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาจัดการกับบุคคลที่กระทำกิจกรรม ธุรกรรมที่มีความซับซ้อนผิดไปจากกิจกรรมลักษณะเดียวกัน หรือขาดความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ (เช่นเปิดกิจการสปาแต่ได้กำไรปีละกว่า 5,000 ล้านบาท) หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน 8 ประเภทตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คือความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด&nbsp; เป็นธุระจัดหาในความผิดทางเพศ&nbsp; ฉ้อโกงประชาชน&nbsp; ยักยอกหรือฉ้อโกงธนาคารหรือสถาบันการเงินหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์&nbsp;&nbsp; ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรรโชกหรือรีดเอาทรัพย์โดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร การลักลอบหนีศุลกากรและความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามกฎหมายอาญา&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;โทษในความผิด...ฟอกเงิน<br>
<br>
&nbsp;หากปรากฏหลักฐานชัดเจนจนเชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดการฟอกเงิน กรรมการ ปปง.จะส่งเรื่องให้อัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากนี้ผู้ที่กระทำความผิดฐานฟอกเงินยังมีโทษจำคุก 1 -10 ปี หรือปรับ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าหากเป็นนิติบุคคลทำผิดจะมีโทษปรับตั้งแต่ 200,000 - 1 ล้านบาท<br>
<br>
&nbsp;กม.ฟอกเงิน...ปี 2552<br>
<br>
&nbsp;สาระสำคัญของการแก้ไขพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินครั้งใหม่ล่าสุดในปี 2552 คือ การกำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพ 9 ประเภท&nbsp; คือ&nbsp; 1) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือการเคลื่อนย้ายเงินทุน 2) ผู้ประกอบอาชีพเครื่องประดับที่ประดับด้วยอัญมณี หรือทองคำ 3) ผู้ประกอบอาชีพค้าหรือให้เช่าซื้อรถยนต์ 4) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 5) ผู้ประกอบอาชีพค้าของเก่า 6) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับหรือตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน 7) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น บัตรกดเงินสดอิออน) 8) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับบัตรเครดิต และ 9) ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์<br>
<br>
&nbsp;หน้าที่ของผู้ประกอบการ<br>
<br>
&nbsp;ผู้ประกอบการ 9 อาชีพ ต้องรายงานธุรกรรมการซื้อขายในวงเงินเกิน 2 ล้านบาททุกครั้งต่อปปง.ทุกเดือน รวมทั้งให้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า พร้อมจัดเก็บสำเนาบัตรประชาชนในกรณีใช้เงินสดซื้อสินค้าเกิน 4แสนบาท ยกเว้นผู้ประกอบธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องจัดเก็บข้อมูลในกรณีลูกค้าซื้อด้วยเงินสดเกิน 1 แสนบาท ส่วนผู้ประกอบการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ประกอบการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ต้องรายงานการทำธุรกรรมวงเงินเกิน 1 แสนบาททุกครั้ง พร้อมทั้งให้ตรวจสอบและจัดเก็บข้อมูลลูกค้ากรณีทำธุรกรรมเกิน 3.5 หมื่นบาท โดยจัดเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ 5 ปี<br>
&nbsp;นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องสังเกตการทำธุรกรรมซับซ้อน การทำธุรกรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายฟอกเงิน เช่น การซื้อของหลายๆ ครั้ง ด้วยวงเงินที่ไม่ต้องรายงานการซื้อขายต่อปปง. ทั้งหมดนี้หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฎิบัติตามจะมีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาทต่อครั้ง และปรับไม่เกินวันละ 5 พันบาท จนกว่าจะปฎิบัติถูกต้องตามกฎหมายครับผม<br>
ในส่วนของประชาชนเฉกเช่นคุณผู้อ่าน Lisa นั้นนะครับ ปปง.แจ้งเตือนผู้ที่จะซื้อ อัญมณี ทองคำ เช่าซื้อรถยนต์ หากมูลค่าเกิน 4 แสนบาทต้องมีบัตรประชาชนแสดงตนด้วยถึงจะสามารถซื้อสินค้าเหล่านั้นได้ครับ<br>
<br>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
</p>
<br>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ขายตรง Vs. แชร์ลูกโซ่ (Lisa ฉ.12/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=138</link>
<description><p>
&ldquo;ขายตรง&rdquo; Vs. แชร์ลูกโซ่ (Lisa ฉ.12/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ปลายปี 2552 มีข่าวบริษัทฯ ขายตรงแห่งหนึ่งซึ่งขายผลิตภัณฑ์เสริมทางการเกษตรถูกสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสั่งปิดตามมาด้วยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปตรวจค้นและปิดที่ทำการของบริษัทขายตรงแห่งนั้น ข่าวนี้แหละครับที่ทำให้หลายคนอยากจะทราบความเหมือน ความต่างหรือสิ่งใดๆ ที่ทำให้ &ldquo;การขายตรง&rdquo; ต่างจาก &ldquo;แชร์ลูกโซ่&rdquo; เพราะในสภาพเศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้หลายคนมีอาชีพเสริมคือการขายตรง แน่นอนครับว่าหลายคนคงเหลียวหน้าแลหลังว่า &ldquo;เอะ...แล้วที่เราทำงานพิเศษอย่างทุกวันนี้...จะเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ไหมหนอ?&rdquo; คอลัมน์ Woman &amp; Law ใน Lisa ฉบับนี้แหละครับจะไขข้อสงสัยให้คุณผู้อ่าน<br>
<br>
&nbsp;ขายตรง...คืออะไร?<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;การขายตรงนั้นชัดเจนอยู่แล้วครับว่าเป็นธุรกิจที่เน้นขายสินค้าจริงๆ และสินค้าที่ขายนั้นต้องไม่มีราคาเกินจริงตามคุณภาพที่น่าจะเป็นจริงผ่านกระบวนการสร้างทีมงานเป็นเครือข่าย&nbsp; และมีผลตอบแทนจากการขายเป็นลำดับขั้น คุณผู้อ่านอาจพิจารณารายได้หลักของบริษัทขายตรงนั้นจะได้มาจากการขายสินค้าเกินร้อยละ 90 นั่นเอง และรายได้หลักของสมาชิกที่ทำธุรกิจขายตรงหรือที่เรียกว่า &ldquo;ตัวแทนขายตรง&rdquo; &ldquo;ผู้จำหน่ายอิสระ&rdquo; ก็จะได้มาจากเปอร์เซ็นต์จากการขายเช่นกัน ดังนั้นคนที่จะทำธุรกิจนี้ ต้องเป็นนักขายมืออาชีพครับจึงจะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้สินค้าและบริการที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่ก็จะมีความแตกต่างจากสินค้าที่วางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป หรือไม่ได้วางขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดนะครับ<br>
<br>
&nbsp;แชร์ลูกโซ่...คืออะไร<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;แชร์ลูกโซ่นั้นนะครับเป็นการทำธุรกิจที่มุ่งหารายได้จากการระดมทุนเป็นหลัก โดยมีเนื้อหาสัญญาในการเข้าร่วมธุรกิจที่จะตอบแทนผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สูงกว่าเงินลงทุน (กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ข้อสังเกตครับว่า หากมีการเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า 20% ต่อปี หรือผลตอบแทนที่สูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือแม้แต่ 1 ปี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจจะเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่) ซึ่งผู้ประกอบการมักจะอ้างว่านำเงินไปลงทุนใน รูปแบบอื่น ๆ ต่อ ๆ กันไปเพื่อปันรายได้แจกจ่ายผู้เข้าร่วมธุรกิจอย่างทั่วถึง แต่ผลก็คือ มีการตอบแทนผลประโยชน์ในช่วงต้น ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการร่วมลงทุนในธุรกิจให้ต่อเนื่องจนเมื่อถึงจุดที่ผู้ประกอบการระดมทุนสำเร็จตามจำนวนที่หวังไว้ก็จะหาทางปิดตัวบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายผลประโยชน์ในลำดับชั้นต่อ ๆ ไป หรืออาจจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าผู้เข้าร่วมธุรกิจที่เข้ามาในระยะหลังมีมากขึ้นจนไม่สามารถหมุนเวียนเงินตอบแทนเพื่อจ่ายผลประโยชน์ได้ก็จะเริ่มปิดบริษัทครับ
</p>
<p>
<br>
&nbsp;ลักษณะเด่นของ...แชร์ลูกโซ่<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;คุณผู้อ่านท่านใดที่สงสัยว่าธุรกิจขายตรงเจ้าใดจะเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่นั้น อาจจะสังเกตไปที่สถานประกอบการของบริษัทนั้นๆ ว่ามั่นคงหรือถาวรหรือไม่ หากเป็นเพียงแค่บริษัทที่เช่าตึกทำสำนักงาน ส่วนสำนักงานก็ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีสิ่งมีค่าใดๆ มีเพียงอุปกรณ์สำนักงานเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่มีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง มีแต่สินค้าธรรมดาๆ แต่กลับไม่ระบุแหล่งผลิตและส่วนใหญ่ก็จ้างผลิตเป็นครั้งคราว บางครั้งถึงกับอวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริง ยิ่งหากบริษัทดังกล่าวไม่ได้เน้นการขายสินค้าจริงจัง แต่เน้นให้สร้างทีมงาน ให้หาสมาชิก หาผู้ลงทุนรายใหม่ มักพูดย้ำเสมอว่า &ldquo;ยิ่งหาสมาชิกได้มาก จะได้เงินมากขึ้น&rdquo;&nbsp; แถมยังบังคับให้ซื้อสินค้าพร้อมการสมัครสมาชิกเป็นเงินสูงมากแต่ไม่มีสินค้าให้ หรือมีสินค้าบางตัวบังหน้าป้องกันข้อสงสัย แบบนี้เสี่ยงจะเป็นบริษัทแชร์ลูกโซ่ครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;โทษ...ทางกฎหมาย<br>
<br>
สำหรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายไทยนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 4 ของพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน&nbsp; พ.ศ. 2527&nbsp; มีโทษจำคุก 5- 10&nbsp; ปี&nbsp; และปรับ 500,000 &ndash; 1 ล้านบาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนครับ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเคยมีคดีในลักษณะนี้คือ คดีหมายเลขดำที่ ด.4756/2537&nbsp; คดีหมายเลขแดงที่ อ.815/2551ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2551 ให้จำคุก จำเลยที่2, 4, 5 ในคดี (พนักงานอัยการ &ndash; บริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด) เป็นเวลานานถึง 120,945 ปี!!! เพราะศาลพิจารณาจากสมาชิกที่ถูกล่อหลอกให้เข้ามาร่วมในเครือข่ายถึง 24,189 คนครับ (ต่างกรรม ต่างวาระ) แต่เมื่อศาลพิจารณาตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 แล้ว จึงพิพากษาให้จำคุกคนละ 20 ปี ซึ่งตอนนี้โจทก์และจำเลยอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นครับ<br>
ส่วนคุณผู้อ่านที่ชอบชักชวนคนนั้นคนนี้มาร่วมลงทุนด้วย หากมีการตัดสินว่าธุรกรรมนั้นมีความผิดแชร์ลูกโซ่ คุณผู้อ่านก็อาจจะมีความผิดฐานเป็นผู้ร่วมกระทำผิดในการหลอกลวงประชาชนก็เป็นได้นะครับ <br>
<br>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ถึงกู้เงินกองทุนรัฐบาล...ก็ต้องใช้คืน (Lisa ฉ.11/53)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=137</link>
<description><p>
<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ., น.บ.ท., น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ในรอบสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายยุคหลายสมัยล้วนแล้วแต่มีนโยบายช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้กับประชาชนได้สร้างอาชีพ เพิ่มเงินในกระเป๋า สร้างโอกาสจากการกู้ยืมเงินจากกองทุนรัฐบาลต่างๆ ถ้าเป็นเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรมรัฐบาลก็จะมีนโยบายจูงใจโดยลดหย่อนภาษีเพื่อเพิ่มการลงทุน ส่วนภาคประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ รัฐบาลก็มีนโยบายเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตต่างๆ ผ่านการกู้เงินในระบบกองทุนต่างๆ และกองทุนสำคัญเพื่อชาวบ้านตาดำๆ ที่เราได้ยินอยู่สม่ำเสมอนั่นก็คือกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่คุณผู้อ่าน Lisa หลายท่านไถ่ถามมาว่าหากไม่ใช้หนี้คืนจะเป็นเช่นไร...เนื้อหาในคอลัมน์ Woman &amp; Law ฉบับนี้จะชี้แจงให้คุณผู้อ่านทราบครับผม<br>
<br>
&nbsp;หลักเกณฑ์ทั่วไป...ของกองทุนหมู่บ้านฯ<br>
<br>
&nbsp; หลักเกณฑ์การกู้ยืมนั้น สมาชิกกองทุนฯ แต่ละรายจะต้องจัดทำคำขอกู้ยื่นต่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กองทุนกำหนด ส่วนวงเงินกู้ยืมนั้นนะครับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านมีอำนาจอนุมัติเงินกู้รายหนึ่งไม่เกิน 20,000 บาท หากกรรมการกองทุนหมู่บ้านเห็นควรอนุมัติเงินกู้เกินกว่านั้นเขาก็จะเรียกประชุมสมาชิกเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด แต่ที่สุดแล้วต้องไม่เกิน 50,000 บาท ในการทำสัญญากู้ยืม กรรมการกองทุนหมู่บ้านอย่างน้อย 2 คน จะเป็นผู้แทนคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อทำสัญญากู้ยืมเงินกับผู้ขอกู้ที่ได้รับอนุมัติ นั่นแปลว่ามีการทำสัญญาไว้เป็นเรื่องเป็นราวนะครับ <br>
<br>
&nbsp; หากเกิดการผิดสัญญาชำระหนี้ ผู้กู้จะต้องเสียเบี้ยปรับตามจำนวนที่ระเบียบหรือข้อบังคับตามที่สัญญาและสำนักงานกองทุนฯกำหนดไว้ครับ นอกจากนี้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ แต่ละแห่งอาจพิจารณายกเลิกหรือปรับลดเบี้ยปรับให้แก่ผู้กู้เมื่อมีเหตุผลสมควรและด้วยความเห็นชอบจากที่ประชุมสมาชิกด้วยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งครับผม<br>
<br>
&nbsp;กองทุนหมู่บ้านฯ...ยืดเวลาใช้หนี้เป็น 2 ปี<br>
<br>
&nbsp; ระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้นั้นคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านแต่ละแห่งก็จะพิจารณาตามความเหมาะสมของสัญญาเงินกู้แต่ละรายไปครับ ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่เกินระยะเวลา 1 ปี จนล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 รัฐบาลอนุมัติให้ยืดเวลาชำระหนี้ออกไปจาก 1 ปี เป็น 2 ปี เพราะรัฐบาลเกรงว่าในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น อาจจะมีการยืมเงินนอกระบบมาชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านฯ ซึ่งอาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้กู้ยืมใดๆ เลย อันนี้ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับสมาชิกกองทุนฯ ที่กู้ยืมเงินครับ<br>
<br>
&nbsp;เมื่อสมาชิก...ผิดนัดชำระหนี้&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;สำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับชาติที่ดูแลเรื่องกองทุนหมู่บ้านฯ มีแนวทางในการปฏิบัติและแก้ไขปัญหาเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้ คือ หากเป็นเงินกู้ที่มีการผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ จะมีอายุความทางกฎหมาย 5 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้เพื่อฟ้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 ในเรื่องสิทธิเรียกร้องให้ชำระเพื่อผ่อนคืนเงินกู้เป็นงวดๆ แต่ก็ใช่ว่าพอผิดนัดชำระหนี้เขาจะฟ้องร้องทันทีนะครับ โดยทั่วไปพนักงานสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ ประจำจังหวัด ก็มักจะแนะนำให้แต่ละกองทุนดำเนินการประนีประนอมหรือใช้ระบบการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทก่อน โดยให้ลูกหนี้ลงนามในหนังสือรับสภาพหนี้หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เรียบร้อย <br>
<br>
&nbsp; ในกรณีที่กองทุนหมู่บ้านฯ เข้าใจว่าคดีขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ก็ให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพความผิด ซึ่งมีอายุความนับต่ออีก 2 ปี แต่ต้องดำเนินคดีภายในระยะเวลา 2 ปีนี้โดยไม่มีการทำหนังสือรับสภาพความผิดอีกแล้วนะครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;ถึงผู้กู้ตาย...หนี้ก็ไม่สูญ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;กรณีผู้กู้ตายใช่ว่าหนี้จะสูญหายตามไปกับผู้ตายนะครับ เพราะสิทธิและหน้าที่ของการเป็นลูกหนี้กองทุนหมู่บ้านฯ จะตกทอดแก่ทายาท ดังนั้นเมื่อผู้กู้เสียชีวิตคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านก็จะเรียกผู้ค้ำประกันมาทำข้อตกลง หรือเรียกทายาทของผู้กู้ เช่นพ่อ แม่ ลูก พี่หรือน้องของผู้กู้ มาทำหนังสือยินยอมชดใช้หนี้แทนผู้ตายต่อไปครับ เช่นเดียวกับที่หากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งของผู้กู้ตาย หน้าที่ของผู้ค้ำประกันคนนั้นจะยังไม่สิ้นสุดลงนะครับ แต่จะถูกส่งต่อไปยังทายาท เพียงแต่ว่าทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับตกทอดมาเท่านั้น ซึ่งในเบื้องต้นหากผู้ค้ำประกันคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านก็มักจะให้ผู้กู้หาผู้ค้ำประกันคนใหม่ทดแทนครับผม<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;เรื่องของการกู้ยืมเงินจากกองทุนรัฐบาลซึ่งไม่ใช่แค่กองทุนหมู่บ้านฯ นะครับ ต้องใช้สำนวนไทยที่ว่า &ldquo;เงินหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ครับ&rdquo; เพราะเงินที่รัฐบาลจัดสรรมาให้ไม่ใช่เงินให้เปล่าๆ ที่ไม่ต้องใช้คืน ยิ่งเมื่อพิจารณาแล้วหลักเกณฑ์ทุกอย่างก็อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายการกู้ยืมเงินทั้งนั้นครับผม<br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>ผลิตยา ...ไม่ได้รับอนุญาต (Lisa ฉ.10/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=136</link>
<description><p>
ผลิตยา ...ไม่ได้รับอนุญาต (Lisa ฉ.10/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ปลายเดือนธันวาคม 2552 ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมกราคม 2553 มีข่าวเกี่ยวกับคุณผู้หญิงสูงวัยท่านหนึ่งที่มีท่าทางกระฉับกระเฉงแถมยังพูดจาฉะฉานผ่านสื่อจนเป็นที่สนอกสนใจของหลายคน ยิ่งได้รับทราบเรื่องที่ผู้หญิงท่านนี้ตกเป็นจำเลยในข้อหาต่างๆ นาๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตยาโดยไม่ได้รับอนุญาต แถมเมื่อได้เห็นโรงงานผลิตยาของคุณผู้หญิงท่านนี้แล้ว หลายๆ คนถึงกับอึ้ง ทึ่งกับปริมาณการผลิต แถมเธอยังมีเคเบิ้ลทีวีเพื่อโฆษณายาของเธออีกด้วย!!! เอากับเธอสิ ข่าวนี้แหละครับที่ทำให้คุณผู้อ่าน Lisa หลายท่านอยากทราบข้อกฏหมายในเรื่องเหล่านี้ จนมาถึงเนื้อหาในคอลัมน์ฉบับนี้ครับผม<br>
&nbsp;กรณีของป้าเช็ง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับรายงานจากผู้ที่ร้องเรียนเข้ามาถึงกรณีของน.ส.ศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ หรือป้าเช็ง อายุ 72 ปี เจ้าของธุรกิจ &ldquo;น้ำมหาบำบัด&rdquo; น้ำหมักชีวภาพที่มีการโฆษณาว่าสามารถรักษาสารพัดโรค อย.จึงได้ติดตามข่าวการโฆษณาทางเคเบิลทีวี ยิ่งเมื่อทราบว่ามียาหยอดตาด้วย อย.เขาก็ได้เร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนมาถึงการตรวจค้นบ้าน (โรงงาน) ของป้าเช็งจนค้นพบใบสั่งซื้อสินค้านับร้อยใบระบุชื่อน้ำหมักชีวภาพหลายชนิดในราคาแตกต่างกัน อาทิ น้ำมหาบำบัด หลอดละ 1,000 บาท น้ำหมัก 300 ซีซี ขวดละ 1,000 บาท น้ำเจียรนัยเพชรล้างตา หลอดละ 100 บาท น้ำเหงื่อหมักหน้าเด้ง หลอดละ 100 บาท น้ำผึ้ง ขวดละ 150 บาท ฯลฯ <br>
<br>
&nbsp; ในภาพข่าวจากโทรทัศน์นั้น เราจะเห็นว่ามีถังหมักขนาด 200 ลิตร รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 500-600 ใบที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นผ่านข่าวโทรทัศน์นั่นแหละครับ เรื่องนี้ในเบื้องต้นก็มีการตั้งข้อหากับป้าเช็งคือ ความผิดที่หนึ่งผลิตและขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ความผิดที่สองขายยาแผนโบราณที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท นี่แค่เบื้องต้นนะครับ<br>
<br>
&nbsp;ยามหาบำบัด&hellip;จุลินทรีย์ เชื้อราอื้อ<br>
<br>
&nbsp;ไอ้เจ้า &ldquo;น้ำมหาบำบัด&rdquo; น้ำหมักชีวภาพของป้าเช็งซึ่งมีการโฆษณาว่าสามารถรักษาได้สารพัดโรค ทำให้ อย. นำตัวอย่างน้ำหมักชีวภาพและยาหยอดตาส่งไปตรวจยังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งผลการตรวจสอบก็พบว่ามีส่วนผสมของจุลินทรีย์เกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนดและมีเชื้อราเป็นจำนวนมาก และน้ำทั้ง 2 ชนิดก็มีสภาพเป็นกรดและตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งในกรณีของยาหยดตาจะมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียไม่ได้เลย และจากสภาพความเป็นกรดนี้หากนำไปหยอดตาจะทำให้รู้สึกแสบร้อน ซึ่งถ้าหากมีความเป็นกรดรุนแรงด้วยแล้วอาจส่งผลกระทบต่อเลนส์ตาได้ นอกจากนี้จากการตรวจสอบทั้งน้ำมหาบำบัดและยาหยอดตายังไม่พบตัวยาใดๆ ที่ช่วยในการรักษาโรคได้<br>
ในขณะที่ป้าเช็งแกโฆษณาว่ายาของป้าสามารถรักษาได้สารพัดโรคตั้งแต่เป็นสิวยันมะเร็งแบบนี้ป้าเช็งเข้าข่ายมีความผิดที่สามคือโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต&nbsp;&nbsp; โฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณยาอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง&nbsp;&nbsp; โฆษณาขายยาโดยมีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคลอื่น&nbsp; และโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรค หรืออาการของโรคที่รัฐมนตรีประกาศห้าม เช่น เบาหวาน มะเร็ง อัมพาต อัมพฤกษ์ ตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ.2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 4 ข้อหานี้จะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้ป้าเช็งยังมีความผิดที่สี่ฐานประกอบโรคศิลปโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542&nbsp; โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วยครับ<br>
<br>
&nbsp;ผู้เสียหายจากป้าเช็ง...ฟ้องร้องได้<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;สำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหายหลังจากใช้ยาของป้าเช็งไปแล้วนั้นสามารถฟ้องเรียกร้องความเสียหายทางแพ่งได้ครับ ส่วนคดีอาญานั้นหากมีผู้ร้องเรียนเกินกว่า 10 รายขึ้นไปก็อาจจะพิจารณาเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม เช่น ฉ้อโกงประชาชน ซึ่งอาจจะสามารถดำเนินการเรื่องการยึดทรัพย์ต่อไปได้<br>
<br>
&nbsp; เรื่องของป้าเช็งนั้นมีเสียงสะท้อนอีกด้านหนึ่งว่าทำไมไม่มองมุมกลับว่าหากคนป่วยสิ้นหวังกับการรักษาแบบอื่นๆ แล้วเขาเลือกจะใช้สิทธิผู้ป่วยรักษากับป้าเช็งหละ อันนี้ก็ต้องเรียนว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองการแพทย์ที่ได้มาตรฐานครับซึ่งการแพทย์ทางเลือกทั้งแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ยาสมุนไพร ฯลฯ ทุกอย่างมีกฎหมายดูแลอยู่ครับโดยเฉพาะ พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ส่วนหมอพื้นบ้านตามหลักแพทย์แผนไทยที่ช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ป่วยตามหน้าที่ ธรรมจรรยาในสังคมไทย โดยเกื้อกูลกันโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน ไม่ได้อยู่ในข่ายของพ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 นะครับผม<br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
</p>
<p>
<br>
&nbsp;&nbsp;
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>กลับไปจ่ายเงินประกันสังคม...อัตราเดิม (Lisa ฉ.9/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=135</link>
<description><p>
<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม.(กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2553 ผมถูกถามจากหลายๆ คน โดยเฉพาะแฟนคอลัมน์ &rdquo;Woman &amp; Law&rdquo; ในนิตยสาร Lisa ที่กระหน่ำรุมยิงคำถามเหมือนนักข่าวสัมภาษณ์ดาราคนดังก็ไม่ปานว่า &ldquo;ตกลงดิชั้น (ผม) ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้นใช่ไหม?&rdquo; หรือไม่ก็ &ldquo;รัฐบาลเขามีกฎหมายให้ปรับขึ้นการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเหรอ? ทำไมดิชั้น (ผม) ถึงไม่รู้...&rdquo; หรือบางคนก็บ่นถึงขนาดว่า &ldquo;อ๋อนี่หมกเม็ดกันใช่ไหม?..ชั้น (ผม) มารู้ก็ต่อเมื่อเงินถูกหักออกจากเงินเดือนมากกว่าเดิม...ทำงี้ได้ไง&rdquo; ไปโน่นเลยก็มีครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;โปรดทำใจเย็นๆ ไว้ครับเหล่ามนุษย์เงินเดือนและคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่บอกว่าต้องจ่ายเพิ่มตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม 2553 นั้นถูกต้องแล้วครับ แต่ไม่ได้มีการปรับเพิ่มอัตราการเก็บเงินสมทบของคุณๆ หรอกครับ...เอ้าถึงกับงงงวยกันเลยสิครับ อยากรู้ก็ต้องอ่านคอลัมน์ของผมในฉบับนี้ครับ<br>
<br>
&nbsp;รัฐบาลให้ลดอัตรา...ครึ่งปีหลัง 2552<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;เพื่อไม่ให้คุณผู้อ่านใจจะขาดไปเสียก่อน เรื่องมันมีว่าอย่างนี้ครับ ลองนึกดูนะครับว่าตั้งแต่ปลายเดือนกรกฏาคม 2552 คุณจ่ายเงินสมทบประกันสังคมลดลงจากก่อนหน้านั้นใช่ไหมครับ ...ฮั้นแหนะเริ่มจำได้แล้วใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นผลมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ไงครับที่ ครม.เขาเห็นชอบให้มีการลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างจากฝ่ายละร้อยละ 5&nbsp; เหลือร้อยละ 3 หรือลดลงร้อยละ 2 โดยรัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ 2.75 ของค่าจ้างตามที่กระทรวงแรงงานเขาเสนอไปเพื่อแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจของช่วงกลางปีก่อนที่การส่งออกมีการชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง มีการใช้กำลังการผลิตในอัตราต่ำ สถานประกอบการมีปัญหาสภาพคล่อง กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว ทั้งหมดนี้เลยส่งผลให้มีการเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งการลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมก็มีระยะเวลาเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 จนหมดสิ้นเมื่อธันวาคม 2552 ครับผม&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;ปัจจุบันกลับไปจ่ายเงินสมทบ...อัตราเดิม<br>
<br>
&nbsp;แปลว่าตั้งแต่ปลายมกราคม 2553 แรงงาน(ลูกจ้าง)และนายจ้างในระบบประกันสังคมทั้งหลายก็กลับไปจ่ายในอัตราเดิมคือร้อยละ 5 ของเงินเดือน ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 (แรงงานที่เคยเป็นผู้ประกันตนโดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงเพราะออกจากงาน แต่ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป จึงแสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการ กำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนครั้งแรก) ก็ให้นำส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาทเท่าเดิมคือก่อนกรกฏาคม 2552 นั่นแหละครับ<br>
<br>
&nbsp;เงินล่วงเวลา (โอที)...ไม่นำมาคิด<br>
<br>
&nbsp;&nbsp; มีคำถามจากหลายๆ คนเหมือนกันนะครับว่าเงินล่วงเวลาหรือโอที (Over Time: OT) ที่แรงงานได้รับ ต้องนำมาคิดคำนวณกับเงินที่ต้องจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมหรือไม่? ตอบง่ายๆแบบนี้ครับว่าไม่ว่าจะเป็นห้วงเวลาไหนก็ตามการหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของลูกจ้าง จะหักจากรายได้ของเงินเดือนสุทธิที่ได้รับเท่านั้นไม่รวมถึงเงินล่วงเวลาที่ลูกจ้างทำงานพิเศษ ส่วนเงินเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับเป็นครั้งคราวก็ไม่นับเป็นเงินรายได้ประจำ ดังนั้นจึงไม่ต้องนำมาคิดคำนวณ แต่ถ้าเงินเบี้ยเลี้ยงที่ได้เป็นประจำทุกเดือนถือว่าเป็นเงินรายได้ประจำต้องนำมาหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วยนะครับ <br>
หากนายจ้างท่านใดไม่ทราบเรื่องนี้โดยนำเงินที่ไม่ใช่เงินเดือนมาคำนวณเงินสมทบแล้วนำส่งสำนักงานประกันสังคมไปแล้ว นายจ้างสามารถขอเงินดังกล่าวคืนได้ โดยนายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการขอเงินส่วนที่เกินคืน จากนั้นนายจ้างก็จัดการนำเงินดังกล่าวไปคืนให้กับลูกจ้างต่อไปครับ<br>
<br>
&nbsp; ชัดเจนแล้วนะครับว่าไม่ได้มีการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมใดๆ ทั้งสิ้น หากคุณผู้อ่าน Lisa ท่านใดที่ต้องการรายละเอียดในเรื่องการประกันสังคมเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 หากเป็นระบบโทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติเขาก็ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หากเป็นช่วงเวลา 07.00 &ndash; 19.00 น. คุณผู้อ่านก็สามารถสอบถามจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง หรือที่เว็บไซต์ <a href="http://www.sso.go.th/">www.sso.go.th</a> ได้ทั้งนั้นนะครับ<br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@<br>
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>รับมือกับ...การทวงหนี้ (Lisa ฉ.8/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=134</link>
<description><p>
รับมือกับ...การทวงหนี้ (Lisa ฉ.8/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;ในยุคสมัยปัจจุบันการใช้จ่ายมีความหลากหลายมากขึ้นครับ ทั้งใช้จ่ายผ่านระบบเงินที่คุณถืออยู่เช่น ผ่านเงินสด ผ่านบัตรเดบิต หรือแม้แต่การนำเอาเงินในอนาคตที่คุณคาดว่าคุณจะได้รับเอามาใช้ล่วงหน้าก่อนผ่านระบบของบัตรเครดิต และไอ้เจ้าบัตรเครดิตนี่แหละครับที่ทุกวันนี้กลายเป็นปัญหาหนี้สินส่วนบุคคลที่เผลอๆ จะเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งในระบบการเงินการคลังของประเทศไทยเราครับ แหม...ก็เวลาที่เขาโฆษณาให้เราใช้บริการบัตรเครดิต ก็ไม่เห็นจะบอกไว้เลยนี่ครับว่าหากใช้หนี้คืนช้าเขาจะทวงหนี้โหดหรือทวงหนี้ถี่ยิบเสมือนหนึ่งเราไปทำผิดเป็นอาชญากรสงครามก็ไม่ปาน ซึ่งในทางกฎหมายแล้วการทวงหนี้แบบโหดๆนั้นผิดกฎหมายนะครับ<br>
<br>
&nbsp;สถานการณ์หนี้...บัตรเครดิต<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือน ก.ย.2551 มียอดหนี้ค้างบัตรเครดิตทั้งสิ้น 181,384 .38 ล้านบาทครับ!!! โดยมีหนี้เอ็นพีแอล หรือหนี้ที่เคยปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวมอยู่ด้วย ถือเป็นการใช้บัตรเครดิตโดยไม่มีมาตรฐานการกำกับดูแลทางการเงินที่เหมาะสม จากการสำรวจยังพบว่าพนักงานธนาคาร และข้าราชการมีการใช้จ่ายบัตรเครดิตเฉลี่ยมากกว่า 1 ใบ เพราะเป็นอาชีพที่มีรายได้น้อย ซึ่งจะใช้บัตรเครดิตกดเงินสดผ่อนชำระสินค้า และจะใช้บัตรเครดิตอีกใบจ่ายยอดค้างชำระ...กลายเป็นวัวพันหลักไม่จบไม่สิ้น บางคนแก้ปัญหาโดยการไปกู้เงินนอกระบบมาอีก คราวนี้ไปกันใหญ่เลยครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;ทวงหนี้บัตรเครดิต...รุนแรงมากขึ้น<br>
<br>
ผมจำได้ว่าเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 มีเหตุการณ์ที่บัณฑิตสาวท่านหนึ่งไปกระโดดตึกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปางเพื่อฆ่าตัวตายหนีการทวงหนี้ของบัตรสินเชื่อเงินผ่อนเจ้าหนึ่ง...น่าเศร้าใจนะครับคุณผู้อ่าน Lisa ที่คนๆ หนึ่งต้องมาจบชีวิตเพราะแก้ปัญหาหนี้สินไม่ได้ นอกจากนี้เราก็ยังได้เห็นได้ยินข่าวการทวงหนี้โหดๆ อยู่เสมอๆ ซึ่งอย่างที่บอกไว้แล้วนะครับว่าในทางกฎหมาย การทวงหนี้แบบโหดๆนั้นผิดกฎหมายนะครับ<br>
<br>
&nbsp;ขอบเขต...การทวงหนี้<br>
<br>
&nbsp;การทวงหนี้ หมายถึง การเจรจาประนีประนอมยอมความหรือการเร่งรัดหนี้สินเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ โดยวิธีที่สุภาพและไม่เป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ส่วนการที่เจ้าหนี้หรือตัวแทนของเจ้าหนี้ เช่นบริษัทที่รับจ้างทวงหนี้ใช้วิธีการข่มขู่ เช่นอาจจะบอกว่า &ldquo;หากไม่ใช้คืนในวันนี้จะอายัดทรัพย์ อายัดเงินเดือน ฯลฯ&rdquo;&nbsp; โทรศัพท์หาคุณทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งแล้วให้คุณใช้เงินคืนวันนั้น หรือด่าว่าให้เสียหายด้วยถ้อยคำหยาบคาย เช่น &ldquo;หน้าด้านยืมเงินแล้วไม่ใช้คืน&rdquo; หรือการขู่ว่าจะบอกเรื่องที่คุณเป็นหนี้ให้เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานของคุณทราบ ส่งโทรสารมาด่าทอคุณให้เพื่อนร่วมงานหรือญาติพี่น้องได้รับทราบ หรือมาถึงบ้านแล้วขู่จะเอาเงินสดทันที ฯลฯ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;ทวงหนี้โหด...ผิดทั้งอาญาและแพ่ง<br>
<br>
&nbsp;พฤติกรรมทวงหนี้โหดเหล่านี้เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาทั้งสิ้นนะครับ ไล่เรียงไปตั้งแต่ความผิดต่อเสรีภาพตาม กม.อาญา มาตรา 309 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือความผิดกรรโชกทรัพย์ตาม กม.อาญา มาตรา 337 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม กม.อาญามาตรา 326 จำคุกไม่เกิน 1 ปี ยิ่งโดยเฉพาะกรณีบุกไปถึงบ้านเนี่ยยังพ่วงความผิดฐานบุกรุกเข้าไปด้วยอีกนะครับ นอกจากนี้หากลูกหนี้รายใดได้รับความเสียหายจากการเสี่ยมเสียชื่อเสียงยังสามารถฟ้องค่าเสียหายทางแพ่งได้อีก ความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งของคนที่มาทวงหนี้คุณนั้นจะถูกดำเนินคดีก็ต่อเมื่อคุณมีหลักฐานเช่น ภาพและเสียงที่คุณบันทึกไว้ เป็นวิดีโอ วิดีโอคลิป ฯลฯ โดยนำไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้นะครับ<br>
<br>
&nbsp;ในเรื่องการทวงหนี้บัตรเครดิตนั้น ในกรณีลูกหนี้ที่หยุดชำระหนี้ ระยะเวลาฟ้องร้องที่เจ้าหนี้จะต้องใช้สิทธิในการฟ้องร้อง คือแค่ 2 ปี ซึ่งโดยทั่วไป เจ้าหนี้มักไม่อยากให้คดีขึ้นสู่ชั้นศาล โดยเฉพาะสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เพราะกฎหมายไม่ให้สิทธิคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปีและเมื่อรวมกับค่าปรับ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กฎหมายไม่ให้คิดเกินร้อยละ 28 ต่อปี แต่เจ้าหนี้มักจะคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินต่างๆ รวมแล้วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นหากมีการฟ้องร้องคดีขึ้นสู่ศาลแล้วลูกหนี้ยก<br>
<br>
&nbsp;เรื่องดอกเบี้ยขึ้นต่อสู้ เจ้าหนี้ก็จะเสียประโยชน์ตรงนี้ไปครับ แปลว่าหากคุณผู้อ่านอยู่ในภาวะคับขันในการใช้หนี้คืน กฎหมายก็มีทางออกในการเจรจาหรือต่อสู้คดีให้คุณครับ เพียงแต่คุณอย่าไปตกใจกับการทวงหนี้โหดๆ แล้วรีบยอมทำตามเงื่อนไขโหดๆ เหล่านั้นทันทีก็แล้วกัน<br>
<br>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>เมื่อรัฐบาล...ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ (Lisa ฉ.7/2553)</title>
<link>http://www.pramarn.com/pramarn/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=133</link>
<description><p>
เมื่อรัฐบาล...ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ (Lisa ฉ.7/2553)<br>
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช <br>
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)<br>
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 มีข่าวที่ทำให้ลูกจ้างได้ดีใจ นั่นก็คือข่าวที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการค่าจ้างกลางมีมติให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2553 (มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 แล้วครับ) จำนวน 71 จังหวัด ตั้งแต่ 1-8 บาท โดย กรุงเทพฯ และสมุทรปราการมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดคือ 206 บาท (จากเดิม 203 บาท) ส่วนจังหวัดที่ไม่ได้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้เลยก็คือ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย เชียงราย เพชรบูรณ์และอุทัยธานีครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;ในเรื่องนี้แม้หลายๆ คนอาจจะเห็นว่าเป็นเพียงค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับผู้ใช้แรงงานบางคนแล้วเงินเพียงไม่กี่บาทก็ทำให้เขามีความหวังมากขึ้นครับ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;ค่าจ้าง&hellip;คืออะไร?<br>
&nbsp;&nbsp;ค่าจ้าง คือเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่ลูกจ้างได้ทำงานให้แก่นายจ้าง ไม่ว่าจะจ่ายเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น&nbsp; (บางคนทำงานต่อเนื่องจ่ายเป็นรายปีก็มีครับ) หรือจ่ายโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงาน รวมถึงเงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานด้วย โดยเงินที่ถือเป็นค่าจ้างต้องจ่ายโดยนายจ้างเท่านั้น หากจ่ายโดยคนอื่นไม่ถือเป็นค่าจ้างนะครับ เช่น ทำงานอยู่ร้านอาหารมีรายได้จากเงินค่าจ้างส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้จากค่าทิปของผู้มาใช้บริการที่เห็นว่าเสริฟอาหารได้ถูกใจ เรียกใช้ได้ง่าย ลูกค้าไม่ต้องลุกขึ้นไปตามอาหาร ถึงได้ทิปก็ไม่ใช่ค่าจ้างนะครับ เพราะไม่ใช่เงินของนายจ้าง ส่วนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมายถึงอัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดครับ<br>
<br>
&nbsp;ใครเป็นคนกำหนดค่าจ้าง...ขั้นต่ำ&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 78 กำหนดให้มีคณะกรรมการค่าจ้างประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐ เอกชนและลูกจ้างครับ ฝ่ายทางการนั้นมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นแกนนำและปลัดกระทรวงแรงงานยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการค่าจ้างอีกด้วยครับ ฝ่ายทางการนั้นยังประกอบด้วยผู้แทนรัฐบาลอีก 4 คน (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ให้เป็นคณะกรรมการ)&nbsp;<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;นอกจากผู้แทนจากทางการแล้ว คณะกรรมการค่าจ้างยังมาจากผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน รวมเป็น 15 คน โดยผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างจะมาจากการเลือกตั้ง โดยสมาคมนายจ้างจากทั่วประเทศจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกบุคคลที่สภาองค์การนายจ้างได้เสนอชื่อเข้ารับการเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้แทนฝ่ายนายจ้าง สำหรับผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง สภาองค์การลูกจ้างจะเสนอชื่อบุคคลลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเพื่อเป็นผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง และสหภาพแรงงานจากทั่วประเทศจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง<br>
<br>
&nbsp;ค่าจ้างขั้นต่ำ...พิจารณาอย่างไร?<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;พรบ.คุ้มครองแรงงานมีการปรับแก้ต่อเนื่องนะครับโดยพรบ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551มาตรา 87 กำหนดพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำผ่านการศึกษาของคณะกรรมการค่าจ้างรวมทั้งคณะกรรมการยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงอัตราค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ประสิทธิภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม<br>
นอกจากนี้การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะกำหนดให้ใช้เฉพาะกิจการ งานหรือสาขาอาชีพประเภทใด เพียงใด ในท้องถิ่นใดก็ได้ นี่แหละครับเป็นที่มาของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยครับ<br>
<br>
&nbsp;แรงงานฝีมือ...เพิ่มจากขั้นต่ำ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;ในส่วนของการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือหรือที่เราเรียกว่าแรงงานฝีมือในแต่ละวิชาชีพต่างๆ นั้น กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในแต่ละอาชีพตามมาตรฐานฝีมือที่กำหนดไว้โดยวัดค่าทักษะฝีมือ ความรู้ และความสามารถ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดนะครับ<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;คุณผู้อ่าน Lisa ครับเรื่องของการปรับค่าจ้างแรงงานนั้นกฎหมายกำหนดให้ปรับเปลี่ยนตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของแต่ละพื้นที่ครับ ที่สำคัญคณะกรรมการกำหนดค่าจ้างก็มาจากทั้งฝ่ายของทางการ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดอีกด้วยนะครับ <br>
</p>
<p>
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
</p>
<br>
</description>
</item>

</channel>
</rss>